Price Rejection คืออะไร? 5 สิ่งที่ต้องสังเกตเพื่อหาแนวโน้มจุดกลับตัว

บทเรียนเรื่อง Price Action ในวันนี้ถึงคิวของเรื่อง Price Rejection แล้วครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอในตลาด Forex เมื่อมีเทรดเดอร์ทั้ง 2 ฝั่งย่อมเกิดการต่อสู้กันของแรงซื้อ/ขาย และวันนี้เราจะมาเรียนรู้สิ่งที่ต้องสังเกตในการหาจุดกลับตัวเมื่อเกิด Price Rejection กันครับ


Highlight บทคัดย่อ

  • Price Rejection เป็นพฤติกรรมที่ราคาถูกปฏิเสธและดันกลับอย่างรวดเร็ว สามารถหาจุดกลับตัว/ไปต่อได้จาก 5 ปัจจัยนี้
    1. ทิศทางของไส้เทียน: ไส้เทียนยาวชี้ตรงข้ามแนวโน้มเดิม = กลับตัว, ไส้เทียนชี้ตามแนวโน้มเดิม = ไปต่อ
    2. ปริมาณการซื้อขาย: Volume สูงเมื่อเกิด Rejection เป็นสัญญาณกลับตัวที่แข็งแกร่ง
    3. แนวรับ-แนวต้าน: Price Rejection ที่แนวรับ/แนวต้านสำคัญที่เคยถูกปฏิเสธซ้ำๆ มีความน่าเชื่อถือสูง
    4. กลไกเบื้องหลัง Rejection: Rejection เกิดจากการปะทะของ Market Orders กับ Limit Orders ฝั่งตรงข้าม + Market Orders ที่หนุน Limit Orders
    5. บริบทตลาด: ควรพิจารณา Price Rejection ร่วมกับ Timeframe ที่ใหญ่ขึ้น, Flipping Levels, และโครงสร้างตลาด (Higher Highs/Lows)

Price Rejection คืออะไร?

  • Price Rejection มันคือพฤติกรรมราคา (Price Action) รูปแบบหนึ่งที่ราคาพยายามจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธและดันกลับมาอย่างรวดเร็ว อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งขาขึ้นและลง
  • ในแง่ของจิตวิทยาตลาด Price Rejection คือสัญญาณที่บอกว่าฝั่งตรงข้ามเริ่มมีอำนาจมากพอจะหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางของราคา ตัวอย่างเช่น
    • เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปชนแนวต้านและมีแรงขายมหาศาลดันราคากลับลงมา = เทรดเดอร์หลายคนเริ่มรู้สึกว่าราคาสูงเกินไปและเริ่มเทขาย + ระดับแนวต้านที่ในอดีตราคาเคยโดนทุบมาบางคนจึงเริ่ม Sell
  • มันสะท้อนได้ว่า Price Rejection มาจาก ความรู้สึกของคนที่อยู่เบื้องหลังการเทรด เป็นผลรวมของความกลัว, ความโลภ, ความลังเลและความมั่นใจ ที่สะท้อนออกมาในพฤติกรรมของราคา
ไส้เทียนยาวเป็นสัญญาณของการปฏิเสธราคา
การที่ราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งแต่ถูกปฏิเสธกลับ ทำให้เกิดไส้เทียน (Wick) ยาว แสดงถึงการที่ราคาไม่สามารถยืนอยู่ในระดับนั้นได้ กว่าเราจะรู้ว่ามันคือแท่งเทียนปฏิเสธก็ต้องรอให้ราคาปิดเสียก่อน

5 สิ่งที่ต้องสังเกต เมื่อเกิด Price Rejection

Price Rejection ไม่ได้เป็นแค่สัญญาณของ จุดกลับตัว (Reversal Point) เสมอไป แต่มันยังเป็นสัญญาณที่การไปต่อ (Continuation) ของแนวโน้มเดิมได้ในบางกรณี แต่ก่อนที่เราจะรู้ได้ว่ามันไปต่อหรือกลับตัวเราต้องสังเกต 5 สิ่งเหล่านี้ก่อน

1. ทิศทางของไส้แท่งเทียน (Wick)

  • อย่างแรกเลยเมื่อเกิด Price Rejection ขึ้น เราจะดูทิศทางของไส้เทียน (Wick) ว่ามันชี้ตรงข้ามหรือชี้ไปในทางเดียวกันกับแนวโน้มเดิม
  • ถ้าไส้เทียนยาวชี้ไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเดิม = สัญญาณกลับตัว
    • ราคาพุ่งขึ้นไปแล้วเกิดไส้เทียนยาวๆ ด้านบน (Upper Wick) แสดงว่ามีแรงขายเข้ามามากจนราคาถูกดันลงมา = เตรียมกลับตัวเป็นขาลง
    • หากราคาดิ่งลงไปแล้วเกิดไส้เทียนยาวๆ ด้านล่าง (Lower Wick) แสดงว่ามีแรงซื้อเข้ามามากจนราคาถูกดันขึ้น = เตรียมกลับตัวเป็นขาขึ้น
  • ถ้าไส้เทียนยาวในทิศทางตรงข้ามกับแนวโน้มเดิม = สัญญาณไปต่อ/ยืนยัน Pullback
    • ถ้าใครเคยอ่านเรื่อง Pullback ก็จะรู้ว่า มันจะมีจังหวะที่ราคาหลังจาก Breakout ไปจะกลับมาทดสอบระดับนี้อีกครั้งหากเกิด Price Rejection ก็มีโอกาสจะเป็น Breakout ของจริง และไปต่อ
การตีความทิศทางไส้เทียนเพื่อดูการกลับตัว
ไส้เทียนของแท่งเทียนที่ยาวผิดปกติ เราสามารถใช้ดูได้ว่ามันกำลังปฏิเสธราคาในทิศทางไหนและในระดับไหนอยู่ เช่น ในรูปภาพหากทิศทางที่ Wick ยาวเป็นทางเดียวกับแนวโน้มแสดงว่าเกิดแรงปฏิเสธในทางตรงกันข้ามกับแนวโน้มนั่นเอง

2. ปริมาณการซื้อขาย (Volume)

  • นอกจากจะดูลักษณะของแท่งเทียนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องดูเมื่อเกิด Price Rejection ด้วยคือ ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
  • ถ้าปริมาณสูง = สัญญาณกลับตัวที่แข็งแกร่ง
    • หาก Price Rejection เกิดขึ้นพร้อมกับ ปริมาณการซื้อขายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา มันคือสัญญาณที่บอกว่ามีแรงซื้อหรือแรงขายจำนวนมากเข้ามาต่อสู้กันและมีฝั่งที่เอาชนะทิศทางเดิมได้สำเร็จ
    • Volume สูงเมื่อเกิด Price Rejection มันบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของ Sentiment ในตลาดด้วยว่าเทรดเดอร์กำลังเปลี่ยนฝั่งไปในทางตรงข้ามแล้ว
  • ปริมาณต่ำ/ปานกลาง = สัญญาณไปต่อ
    • Price Rejection ที่แนวรับ/แนวต้าน แต่ Volume กลับต่ำ อาจบ่งบอกว่าการปฏิเสธนั้นไม่มีแรงหนุนมากพอ ทำให้สัญญาณการกลับตัวมีความน่าเชื่อถือน้อยลงหรืออาจเป็นแค่การพักตัวก่อนไปต่อ
การใช้ Volume ยืนยันสัญญาณ Price Rejection
การปฏิเสธราคาจะมีน้ำหนักมากกว่าเดิมหากมี Volume ที่บ่งบอกถึงแรงซื้อ/แรงขาย ต่อสู้กันจำนวนมาก และจะมีฝั่งเดียวที่ชนะ ซึ่งในรูปจะเห็นในกรอบเส้นประแท่งเทียนการเกิดการ Rejection + Volume ที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายเป็นแรง Buy ที่เอาชนะไปได้

3. เคย Breakout แนวรับ-แนวต้านสำคัญหรือไม่?

  • การจะดูว่าแนวรับ-แนวต้านนั้นเป็นระดับที่สำคัญหรือไม่ดูจากระดับราคาที่เคยเกิดการปฏิเสธราคามาแล้วหลายครั้งในอดีต (ชนแล้วเด้งกลับซ้ำๆ) ยิ่งเกิดขึ้นซ้ำบ่อยเท่าไหร่ ระดับนั้นก็ยิ่งมีความสำคัญมาก
  • ถ้าเกิด Price Rejection ที่แนวรับ/แนวต้านสำคัญให้เราย้อนกลับไปดูการ Breakout ในระดับราคานี้ของกราฟในอดีตทางซ้ายมือ เพราะมันคือข้อมูลชั้นยอด ตัวอย่างเช่น
    • ถ้าแนวรับ/แนวต้าน ณ ราคาหนึ่ง กราฟเคยวิ่งมาถึง 10 ครั้ง ถูก Reject และกลับตัว 8 ครั้ง ทะลุผ่านได้ 2 ครั้ง ยังถือได้ว่าเป็น แนวรับ/แนวต้านที่แข็งแกร่งและมีนัยสำคัญสูงมาก
    • ถ้าแนวรับ/แนวต้านยิ่งถูกทะลุผ่านมากเท่าไหร่ ย่อมบ่งบอกว่าแนวรับ/แนวต้านนั้นอยู่ในภาวะที่ ไม่แข็งแกร่งเท่าเดิม
การประเมินความแข็งแกร่งของแนวรับแนวต้าน
จากรูปตัวอย่างหาก Price Rejection เกิดขึ้นระดับแนวต้านที่ 1 จะถือว่ามีความน่าเชื่อถือเพราะระดับนี้แนวต้านแข็งแกร่งมา ราคาทะลุผ่านไม่ค่อยได้ ส่วนถ้าเกิดในแนวต้านที่ 2 ถือว่าพอใช้ได้ โอกาสกลับตัว 70/30

4. กลไกการเกิด Rejection

อันนี้อาจจะสังเกตด้วยตาเปล่าไม่ได้แต่เทรดเดอร์ต้องเข้าใจกลไกของการเกิด Price Rejection ดังนี้ครับ

  1. Market Orders: เป็นคำสั่งที่ขับเคลื่อนราคาให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากมี Market Orders มากและต่อเนื่อง ราคาจะวิ่งไปในทิศทางนั้นๆ
  2. Limit Orders: เป็นคำสั่งตรงข้ามของ Market Order ที่กำลังวิ่งมา การที่ราคาหยุดแสดงว่าเจอ Limit Orders จำนวนที่มากพอจะหยุด Market Orders ได้
  3. Market Orders หนุน: เมื่อราคาดีดกลับจากจุดที่หยุดแสดงว่ามี Market Orders ฝั่งเดียวกับ Limit Orders เข้ามาหนุน ทำให้เกิด “Price Rejection”
การเกิด Price Rejection ที่บริเวณ Flipping Level
Price Rejection เกิดจากจิตวิทยาในตลาดที่รวมหลายปัจจัย เช่น ระดับแนวรับ/แนวต้านในอดีต ส่งให้เทรดเดอร์หลายคนวาง Limit Order ในบริเวณนั้นเมื่อราคาวิ่งมาถึงเกิดจับคู่+เกิดแรงหนุนจากการปิดทำกำไรหรือเข้า Market order ฝั่งเดียวกับ Limit Order เพิ่มขึ้น

5. การยืนยันจากบริบทของตลาด

ข้อสุดท้ายสำหรับสิ่งที่จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า Price Rejection นั้นบ่งบอกถึงการกลับตัวหรือการไปต่อก็คือบริบทของตลาด เช่น…

  1. Timeframe ที่ใหญ่ ขึ้น: Price Rejection ที่เกิดขึ้นใน Timeframe เล็ก ให้ลองดูใน Timeframe ที่ใหญ่ขึ้นว่ามีแนวรับ/แนวต้านสำคัญ ใน TF ใหญ่ไหม? เพราะ Timeframe ที่ใหญ่กว่า จะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่ามากในการบ่งบอกจุดกลับตัว
  2. Flipping Level: เมื่อราคาเบรคแนวต้านขึ้นไปได้ และเมื่อราคากลับลงมาทดสอบจุดนั้นแล้วเกิด Price Rejection จุดนั้นจะเปลี่ยนบทบาทจากแนวต้านกลายเป็นแนวรับ(Flipping Level) ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการเข้าเทรด Pullback
  3. Higher Highs / Higher Lows: กรณีของแนวโน้มขาขึ้นการเกิด Price Rejection ที่แนวรับที่กลายเป็น Higher Lows จะยืนยันความต่อเนื่องของแนวโน้ม ในทางกลับกัน สำหรับแนวโน้มขาลง การเกิด Rejection ที่แนวต้านที่กลายเป็น Lower Highs จะยืนยันแนวโน้มขาลง
กลไกและเหตุผลเบื้องหลังการเกิด Price Rejection
ตัวอย่างบริบทเสริมในการวิเคราะห์ Price Rejection ก็คือ Flipping Level ถ้าได้ทำความเข้าใจแล้วจะรู้ว่า ระดับ Flipping Level นั้นถือว่าเป็นระดับจิตวิทยาของเทรดเดอร์ ที่มักจะเกิดการเด้งกลับของราคาบ่อยๆ แต่ก็มีโอกาสที่ราคาจะ Breakout ได้เช่นกัน แต่ไม่มากเท่าเด้งกลับ

วิดีโอเกี่ยวกับ Price Rejection

 

วิดีโอนี้จะอธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับ Rejection Blocks ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของ Smart Money Concepts หรือ วิธีคิดแบบผู้เล่นรายใหญ่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการระบุจุดกลับตัวของตลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ ลองไปดูกันครับ

  • Focus นาทีที่ 00:51 Rejection Blocks คืออะไร?
  • Focus นาทีที่ 02:23 วิธีการระบุ Rejection Blocks
  • Focus นาทีที่ 03:36 Bearish Rejection Block
  • Focus นาทีที่ 06:35 Bullish Rejection Block

สรุป

Price Action ในตลาด Forex เป็นเรื่องที่เราควรจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะมันสำคัญมาก แม้แต่ทฤษฎีการเงินการลงทุนระดับตำนานอย่าง Dow Theory ยังเคยบอกไว้เลยว่า “ราคามันสะท้อนทุกอย่างไว้หมดแล้ว” ถ้าใครอ่าน+ตีความมันได้ก็จะได้เปรียบ

Price Rejection ก็นับว่าเป็นหนึ่งใน Price Action ที่สำคัญ เทรดเดอร์ต้องเข้าใจไม่เพียงแค่การดูลักษณะของแท่งเทียนแต่ต้องเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังในการเกิดรูปแบบนี้ด้วย จะได้เทรดด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

สารบัญ