ปูพื้นฐานต่อเนื่องมาจากเรื่องแนวรับ-แนวต้านกันต่อครับ ถ้าใครยังไม่เคลียร์เรื่องแนวรับ-แนวต้านแนะนำให้อ่านบทความ แนวรับ-แนวต้านของการเทรด Forex ก่อนครับ เพราะในบทความนี้จะพูดถึงเรื่อง “Flipping Level” มันต้องใช้ความเข้าใจเรื่อง Price Level ค่อนข้างเยอะ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย!
Highlight บทคัดย่อ
- Flipping Levels คือการที่แนวรับหรือแนวต้านสลับบทบาทกัน เกิดขึ้นเมื่อราคาทะลุผ่านระดับเดิมอย่างชัดเจน และเมื่อราคาย้อนกลับมาทดสอบระดับนั้นอีกครั้งแล้วไม่ทะลุกลับไปอีกฝั่ง = สมบูรณ์
- การวิเคราะห์ Flipping Levels ให้ได้ผลดีที่สุดในแต่ละ Timeframes
- Timeframe H4: ให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือสูงและไม่ช้าเกินไป
- Timeframe H1: เหมาะสำหรับการเข้าเทรดและวาง SL/TP
- Timeframe Daily: แนวรับแนวต้านแข็งแกร่งและแม่นยำสูง แต่ใช้เวลายืนยันนาน
- ข้อควรระวังในการเทรด Flipping Levels คือสัญญาณหลอกใน Timeframe เล็ก ควรใช้การยืนยันจาก Price Action หรือแท่งเทียนกลับตัว โดยรอพิจารณาจากราคาปิดของแท่งเทียนมากกว่าราคาที่กำลังวิ่งอยู่
Flipping Levels คืออะไร?
- ก่อนเริ่มจะขอทบทวน แนวรับ-แนวต้าน แบบสั้นๆ ก่อนนะครับ
- แนวรับ (Support) คือ ระดับราคาที่มักจะมีแรงซื้อ (Buy) เข้ามาจำนวนมาก จนทำให้ราคากลับตัวจากลงเป็นขึ้น
- แนวต้าน (Resistance) คือ ระดับราคาที่มักจะมีแรงขาย (Sell) จำนวนมาก จนทำให้ราคากลับตัวจากขึ้นเป็นลง
- ส่วน Flipping Levels คือ แนวรับหรือแนวต้านที่สลับบทบาทกันหลังจากที่ราคาทะลุผ่านระดับนั้นไป เช่น
- ถ้าราคาทะลุ แนวต้าน ขึ้นไปได้ แล้วราคาย้อนกลับลงมาที่แนวนั้นอีกและราคาไม่ทะลุกลับลงไป = แนวต้านเดิมนั้นมักจะกลายเป็นแนวรับใหม่
- กลับกันถ้าราคาทะลุแนวรับลงไปได้ แล้วราคาย้อนกลับขึ้นมาทดสอบแนวนั้นและราคาไม่ทะลุกลับขึ้นไป = แนวรับนั้นจะถือว่าเป็นแนวต้านใหม่
- เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ Flipping Level สมบูรณ์คือ
-
- ราคาต้องทะลุระดับเดิมอย่างชัดเจน
- เมื่อย้อนกลับมาทดสอบต้องไม่หลุดกลับไปอีกฝั่ง
- ถือเป็นการ “ยืนยัน” ว่าบทบาทของแนวรับ/แนวต้านได้สลับกันอย่างสมบูรณ์

เหตุผลเบื้องหลังของ Flipping Levels
Flipping Levels ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นบนกราฟ แต่เกิดจากพฤติกรรมของเทรดเดอร์และกลไกของคำสั่งซื้อขายในตลาด ดังนี้ครับ
- ในตอนแรก ระดับราคาที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านนั้นเทรดเดอร์จำนวนมากจะให้ความสำคัญและเข้าซื้อหรือขายในบริเวณนั้นเยอะ
- เมื่อแรงซื้อหรือแรงขายมีมากพอที่จะดันให้ราคาทะลุผ่านแนวรับหรือแนวต้านนั้นไปได้ หมายความว่าสมดุลของออเดอร์ในบริเวณนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
- เทรดเดอร์ที่เคยเข้าซื้อที่แนวรับ แต่ราคากลับทะลุลงไปจะกลายมาเป็น “Trapped Traders”
- เมื่อราคากลับขึ้นมาทดสอบระดับนั้นอีกครั้ง พวกเขาอาจจะปิดสถานะที่ขาดทุน ซึ่งการปิด Buy Order จะกลายเป็น Sell Market Order ทำให้เกิดแรงขายเพิ่มขึ้น ณ จุดนั้น
- เมื่อราคาที่กลับมาทดสอบไม่สามารถทะลุผ่าน Flipping Level กลับไปได้ = บทบาทใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์ ตรงนี้แหละคือโอกาสของเทรดเดอร์ที่รอการยืนยันจาก Price Action ที่เกิดก่อนจะกลับตัว

Flipping Level ใช้ Timeframe ไหนถึงจะเวิร์ค?
การใช้ Flipping Levels ให้ได้ผลและแม่นยำ ควรจะวิเคราะห์ หลาย Timeframe ร่วมกันครับ แต่แนะนำให้ใช้ H1 ขึ้นไป เพราะกรอบเล็กสัญญาณหลอกจะเยอะมาก ในบทความนี้จะขอแนะนำ H1, H4 และ Daily ดังนี้ครับ
Timeframe H1

- Timeframe H1 ถือเป็นกรอบเวลาที่เทรดเดอร์เอาไว้เข้าเทรด เพราะเห็นรายละเอียดจาก Price Action ค่อนข้างเยอะ
- จุดเด่นคือสามารถมองเห็นโครงสร้างแนวรับแนวต้านได้ชัดเจนในระดับกลาง ไม่สั้นเกินไปจนสัญญาณหลอกเยอะแต่ก็มีอยู่บ้างและไม่ช้าเกินไปเหมือน Daily
- H1 ยังเหมาะกับการวาง Stop Loss/Take Profit แบบมีระยะห่างพอดี ไม่ไกลเกินไปหรือตื้นเกินไป จึงเป็น Timeframe ที่สมดุลทั้งความแม่นยำและความคล่องตัว
Timeframe H4

- Timeframe H4 เป็นกรอบที่นิยมที่สุดในการเทรด Flipping Levels เพราะให้สัญญาณที่มีความน่าเชื่อถือสูงละยังไม่ช้าจนเกินไป
- การ Breakout ทะลุแนวรับแนวต้านใน H4 มันบ่งบอกถึงแรงซื้อหรือขายจริงในตลาด ทำให้จุดกลับตัวหลังการเบรกมีความแม่นยำ/น่าเชื่อถือมากขึ้น
- ถ้าต้องเลือกใช้เพียงแค่ Timeframe เดียว ก็จะแนะนำให้เลือก H4 นี่แหละครับ แต่ความเป็นจริงคือเราดูหลาย Timeframe เพื่อเห็นภาพรวมจะดีกว่า
Timeframe Daily

- แนวรับแนวต้านบน Timeframe Day จะถือว่าแม่นยำและแข็งแกร่งมากเพราะสะท้อนแรงซื้อขายจากนักลงทุนรายใหญ่ได้ดี
- ทำให้ Flipping Levels บน Timeframe นี้น่าเชื่อถือสูง แต่ใช้เวลาค่อนข้างนานในการยืนยันและเข้าเทรด เหมาะสำหรับเทรดเดอร์สาย Swing หรือ Position มากกว่า เทรดน้อยแต่คุณภาพสัญญาณดีมาก
ตัวอย่างการเทรด Flipping Level

- อันดับแรกก่อนเราต้องระบุ Flipping Level ให้ได้ ซึ่งจากในรูปราคาขึ้นไปทะลุแนวต้านได้อย่างชัดเจน จากนั้นราคา “ย่อลงมา” ทดสอบระดับเดิมอีกครั้ง
- ตัวอย่างนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่ราคาที่ย่อลงมาดันทะลุแนวรับใหม่ไปได้ แต่เกิด Price Action ที่แสดงถึงการกลับตัวและแรง Buy เข้ามา นี่จึงทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรอให้ราคาปิดก่อน
- จากนั้นราคาก็กลับตัวขึ้นมาจริงๆ แนะนำให้ใช้ Pending Order ดักไว้บริเวณ High ล่าสุดเพื่อยืนยันหรือจะเข้าตอนราคากลับขึ้นมาจาก Flipping Zone แล้วก็ได้ และท้ายที่สุดการเทรดครั้งนี้ก็ได้กำไรไป
- และในการเทรดครั้งต่อไปเราจะพิจารณาระดับนี้เป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง เพื่อหาจุดเข้า-ออก ออเดอร์ ส่วนการวาง SL ให้วางไว้ต่ำกว่าแนวรับนี้พอประมาณ เพื่อป้องกัน False Break และตั้ง TP ตามแนวต้านถัดไป หรือใช้ Risk/Reward 1:2 หรือ 1:3 ตามแผนเทรด
ข้อควรระวังในการเทรด Flipping Levels
- การเทรดบน Timeframes เล็ก อาจจะเจอกับสัญญาณหลอกหลายๆ ครั้ง และส่วนมากราคามักจะทะลุแนวรับ-แนวต้านเป็นปกติของ TF เล็ก ซึ่งต้องใช้การยืนยันอีกที
- จุด Flipping ที่ดีควรมีการยืนยันจาก Price Action หรือแท่งเทียนกลับตัว ดังเช่นในตัวอย่าง รวมถึงเทรดเดอร์ควรรอพิจารณา Price Action จาก ราคาปิด ดีกว่าพิจารณาตอนราคากำลังวิ่งอยู่
วิดีโอเกี่ยวกับ Flipping Level
การจะระบุ Flipping Level เหมือนจะเป็นขั้นตอนที่ยากสำหรับเทรดเดอร์บางคนเหมือนกันครับ ดังนั้นวิดีโอตัวนี้ จะมาสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับการระบุและวาด Flipping Levels โดยเน้นการใช้ Pin Bars ในการระบุระดับเหล่านี้ครับ
- Focus นาทีที่ 00:42 ความหมายของ Flipping Level
- Focus นาทีที่ 02:44 การระบุ Flipping Level ด้วย Pin Bars
- Focus นาทีที่ 04:27 ระดับที่ใช้เป็น Flipping Level
- Focus นาทีที่ 04:48 ตัวอย่างบนกราฟจริง
- Focus นาทีที่ 06:18 คำแนะนำในการใช้ Flipping Level
สรุป
Flipping Levels คือหนึ่งในเทคนิคการเทรดที่อิงจากพฤติกรรมของมนุษย์ในตลาด อย่างที่เรากล่าวไปในส่วนเหตุผลเบื้องหลัง นี่คือจิตวิทยาหมู่ที่สะท้อนผ่านกราฟราคาอย่างชัดเจน ที่ทำให้แนวรับ/แนวต้านสลับบทบาทได้อย่างสมบูรณ์และถ้ายิ่งเข้าใจว่าทำไมผู้เล่นส่วนใหญ่ถึงซื้อหรือขาย ณ จุดเหล่านี้ ก็ยิ่งทำให้การใช้ Flipping Levels มีความแม่นยำมากขึ้น
สิ่งที่จะฝากให้เทรดเดอร์นำไปต่อยอดหรือทำการบ้านก็คือการฝึกฝนมองหาแนวที่สำคัญ การรอคอนเฟิร์มจากพฤติกรรมราคาและการฝึกอ่านโครงสร้างตลาดอย่างสม่ำเสมอ นี่คือกุญแจที่สำคัญในการเทรด Price Action ครับ
ทีมงาน: www.thaiforexbroker.com

