ถ้าใครเคยหรือชอบใช้อินดิเคเตอร์สาย Oscillators น่าจะเจอคำนี้บ่อยๆ “Overbought/Oversold” 2 คำนี้เป็นเหมือนคำเตือนอย่างหนึ่งสำหรับเทรดเดอร์ว่าให้จับตาดูอะไรบางอย่าง…และบางอย่างที่ว่านี้เราจะไปทำความรู้จักกับมันให้มากขึ้นในบทความนี้กันครับ
Highlight บทคัดย่อ
- Overbought ก็คือภาวะที่แรงซื้อสูงเกินไปจนราคาเสี่ยงจะย่อตัวลง/กลับตัว ส่วน Oversold คือแรงขายมากเกินไปจนมีแนวโน้มเด้งกลับขึ้น/กลับตัวขึ้น
- อินดิเคเตอร์ที่นิยมใช้ตรวจสอบภาวะ Overbought / Oversold ได้แก่
-
- RSI: RSI > 70 = Overbought, RSI < 30 = Oversold
- CCI: CCI > +100 = Overbought, CCI < -100 = Oversold
- Stochastic Oscillator: Stochastic > 80 = Overbought, Stochastic < 20 = Oversold
- การดูสัญญาณกลับตัวของแต่ละอินดิเคเตอร์มีทั้งเหมือนกันและต่างกัน เช่น
- RSI, CCI, Stochastic ดู Divergence เหมือนกันสำหรับการกลับตัว
- ที่แตกต่างคือเอกลักษณ์ของแต่ละตัว เช่น Stochastic มีการ Crossover ของเส้นด้วย
- ต้องระวัง! Overbought / Oversold ไม่ได้หมายความว่าจะกลับตัวทันที ราคาสามารถอยู่ในโซนนั้นได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงเทรนด์แรงหรือข่าวแรง เทรดเดอร์ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วยก่อนตัดสินใจเทรด
Overbought และ Oversold คืออะไร?
- Overbought = ช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็วเกินไป บ่งบอกว่ามีแรงซื้อเข้ามามากผิดปกติ จนเริ่มมีความเสี่ยงว่าราคาอาจจะ พักฐาน หรือกลับตัวลงเร็วๆ นี้
- Oversold = ตรงข้ามกับ Overbought ราคาลดลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง มีแรงเทขายมากผิดปกติและเริ่มมีความเสี่ยงว่าราคาจะ Pullback หรือกลับตัวขึ้นไป
- ในอินดิเคเตอร์ที่บอกภาวะ Overbought/Oversold ได้ มันมีประโยชน์มากในการหาจุดกลับตัวเพราะอินดิเคเตอร์อื่นๆ เช่น อินดี้ สาย Trend มันบอกสภาวะแบบนี้ไม่ได้ครับ

อินดิเคเตอร์ยอดนิยมที่ใช้ดู Overbought / Oversold
เรามาดูกันว่าอินดิเคเตอร์ที่นิยมไว้ใช้ดูสภาวะ Overbought/Oversold มีตัวไหนกันบ้างที่คนนิยมใช้วิเคราะห์จุดกลับตัวในตลาดจริงและหลักการแต่ละตัวจะเหมือนกันไหม ไปดูครับ
1. RSI (Relative Strength Index)
- RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดความแรงของแนวโน้มและระดับแรงซื้อ-แรงขายในช่วงเวลาหนึ่ง (แล้วแต่เราจะปรับ แต่ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ 14 Period)
- ตัวอินดิเคเตอร์ RSI จะมีกราฟแยก มีค่าคงที่ตั้งแต่ 0 ถึง 100 เป็นสเกลวัดแรงซื้อ-ขาย
- ค่า RSI > 70 = อยู่ในภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป)
- ค่า RSI < 30 = อยู่ในภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป)
- มีระดับที่ 50 เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งแรงซื้อกับแรงขาย
- การดูสัญญาณกลับตัว ต้องบอกก่อนว่าอินดิเคเตอร์ทุกตัวควรใช้ร่วมกับสัญญาณอื่นๆ ในการดูการกลับตัว เช่น
- Price Action + แนวรับแนวต้าน + RSI = Confluence: ถ้า RSI ต่ำกว่า 30 แล้วราคามาชนแนวรับ → เป็นโอกาสกลับตัวขึ้น มากกว่าดูแค่ Oversold
- ดู Divergence ระหว่าง RSI กับราคา = กราฟราคาปรับต่ำลง แต่ RSI ปรับสูงขึ้น → เป็นโอกาสกลับตัวขึ้น เป็นต้น
- การข้ามระดับที่ 50 = ถ้า RSI เคยสูงกว่า 70 แล้วหลุดลงต่ำกว่า 50 → ยืนยันว่าตลาดเปลี่ยนเป็นขาลง

2. CCI (Commodity Channel Index)
- ต้องเกริ่นก่อนว่าแต่เดิม CCI ใช้กับสินค้าโภคภัณฑ์แต่ตอนนี้นิยมนำมาใช้กับหุ้น Forex คริปโต ฯลฯ ได้หมด หน้าที่ของ CCI คือวัดว่าราคาปัจจุบันเบี่ยงเบนจากค่าเฉลี่ยมากแค่ไหน เพื่อดูว่าราคาสูง/ต่ำเกินไปในเชิงเทคนิคหรือยัง
- ค่าของ CCI จะเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ เส้นศูนย์(เส้นแนวราบตรงกลาง) และไม่มีขีดจำกัดบนหรือล่างตายตัวเหมือน RSI แต่ส่วนใหญ่จะแกว่งตัวอยู่ในช่วงระหว่าง -100 ถึง +100
- CCI บอก Overbought / Oversold ยังไง?
- ค่า CCI > +100 = ภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป)
- ค่า CCI < -100 = ภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป)
- การดูสัญญาณกลับตัวด้วย CCI ก็จะคล้ายกับ RSI เลยครับ
- ดู Divergence แบบหลักการเดียวกับ RSI เช่น ราคาทำ Low ต่ำลง แต่ CCI กลับทำ Low สูงขึ้น = โอกาสกลับตัวขึ้น
- ดูจุดกลับตัวเมื่อ CCI ข้ามเส้น 0 เช่น CCI จากค่าลบเป็นบวก = เปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น
- การใช้ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ Price Action + แนวรับแนวต้าน

3. Stochastic Oscillator
- Stochastic Oscillator เป็นอีกหนึ่งตัวที่บอกสภาวะ Overbought/Oversold ได้ มันจะวัดว่าราคาปิดของปัจจุบันอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุด (ของ Period ที่เราปรับ)
- หลักคิดง่ายๆ ถ้าราคาปิดใกล้จุดสูงสุดในรอบ 14 แท่ง (ค่า default) = ตลาดมีแรงซื้อ แต่ถ้าราคาปิดใกล้จุดต่ำสุด = ตลาดมีแรงขาย
- Stochastic ประกอบด้วย 2 เส้น คือ %K (เส้นหลัก) และ %D (เส้นค่าเฉลี่ยของ %K อีกทีนึง) โดยค่าของ Stochastic จะอยู่ในช่วง 0 ถึง 100
- Stochastic > 80 = อยู่ในโซน Overbought
- Stochastic < 20 = อยู่ในโซน Oversold
- การดูสัญญาณกลับตัวด้วย Stochastic จะมีส่วนที่แตกต่างจาก 2 ตัวที่ผ่านมาและมีส่วนที่เหมือนกันด้วย
- ใช้ Divergence ดูความขัดแย้งระหว่างเส้น %K กับกราฟราคา หลักเดียวกับ RSI / CCI
- ดู Crossover การตัดกันของ %K และ %D ในโซน Overbought/Oversold = ยืนยันจุดกลับตัวได้ดี

ข้อควรระวัง Overbought / Oversold
แม้ว่าภาวะ Overbought/Oversold จะมีความสำคัญในการวิเคราะห์การเทรดอย่างมาก แต่มันก็ยังมีจุดที่เทรดเดอร์ควรจะระวังเมื่ออ่านหรือวิเคราะห์ค่าเหล่านี้ครับ
- ไม่ใช่ทุกจุด Overbought / Oversold จะกลับตัวทันที: อินดิเคเตอร์ที่กล่าวไปมันบอกแค่ว่า ตลาด “เริ่มมีความเสี่ยง” ต่อการกลับตัว ไม่ได้บอกว่ากลับตัวตอนนี้ หากเข้าออเดอร์ทันทีอาจโดนลากได้ต้องดูปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย
- เป็นแรงที่เพิ่งเริ่ม: กราฟของอินดิเคเตอร์อาจจะอยู่ในโซน Overbought / Oversold เป็นเวลานานโดยเฉพาะช่วง Breakout ซึ่งบ่งบอกว่าแรงซื้อ/ขายที่เข้ามา อาจจะเป็นแค่ระยะเริ่มต้นก็ได้
- สัญญาณหลอก (False Signal): ช่วงตลาด Sideway หรือมี ข่าวแรง อินดิเคเตอร์อาจให้สัญญาณหลอกบ่อยเพราะราคาแกว่งแรงแบบไร้ทิศทางหรือเปลี่ยนเร็วเกินไป อินดิเคเตอร์จึงแสดงออกเป็นสัญญาณหลอก

วิดีโอเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ Overbought / Oversold
ในบทความเราพูดถึงอินดิเคเตอร์พื้นฐานที่บ่งบอกสภาวะ Overbought / Oversold ได้ แต่ยังมีอินดิเคเตอร์อีกตัวนึงที่ผมเก็บไว้เป็นพาร์ทของวิดีโอเพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นการสาธิตการใช้งานด้วย ซึ่งก็คือตัว DeMarker นั่นเองครับ
- Focus นาทีที่ 00:33 อธิบายสัญญาณซื้อ/ขาย DeMarker
- Focus นาทีที่ 01:06 ประโยชน์ของ DeMarker
- Focus นาทีที่ 01:20 Timeframe ที่เหมาะสมกับ DeMarker
- Focus นาทีที่ 01:48 การใช้งานร่วมกับ EA
สรุป
Overbought/Oversold คือเครื่องมือเตือนให้เทรดเดอร์รู้ว่าราคากำลังเคลื่อนตัวไปไกลเกินกว่าความสมดุลในตลาด ซึ่งเราก็สามารถดูสภาวะนี้ได้จากอินดิเคเตอร์ที่ได้นำเสนอไปในบทความ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมอ่านในส่วนของข้อควรระวังในการวิเคราะห์ Overbought/Oversold ด้วยเพราะการตัดสินใจเทรดไม่ควรอิงแค่อินดิเคเตอร์เพียงอย่างเดียว
ดังนั้นการเข้าใจ Overbought/Oversold อย่างลึกซึ้งจะช่วยให้เราเทรดด้วยความมั่นใจมากขึ้น ไม่หลงตามอารมณ์ตลาด รู้ว่าจังหวะไหนที่ควรรอมากกว่าที่จะรีบเข้า อินดิเคเตอร์ไม่ใช่ตัวทำนายอนาคต แต่เป็นแหล่งให้ข้อมูลมากกว่า
ทีมงาน : thaiforexbroker.com

