เทรดตามเทรนด์หรือสวนเทรนด์ กลยุทธ์ไหนทำกำไรได้มากกว่า?

ลองจินตนาการว่าคุณกำลังจ้องดูกราฟแท่งเทียนสีเขียวขนาดยักษ์ที่พุ่งทะยานขึ้น ในใจก็เกิดคำถามขึ้นมาทันที “เราควรจะ ซื้อตามเพื่อโต้คลื่นลูกใหญ่นี้ไปหรือรอจังหวะที่มันหมดแรงแล้วขายสวนกลับลงมาดี?” นี่คือคำถามสุดคลาสสิคที่เกิดขึ้นในใจเทรดเดอร์หลายคน แต่แบบไหนล่ะที่ถูกต้อง? คำตอบอาจไม่ได้มีแค่ถูกหรือผิด…


Highlight บทคัดย่อ

  • เทรดตามเทรนด์ (Trend Following) คือกลยุทธ์ที่เน้นการเทรดไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลักของตลาด มีจุดแข็งที่อัตราการชนะ (Win Rate) สูงถ้าตลาดมีเทรนด์ชัดเจน
  • เทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend) คือการหาจังหวะเข้าเทรดที่จุดกลับตัวของเทรนด์หรือเทรนด์ย่อย โดยมีจุดแข็งคืออัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยง (Risk/Reward) ที่คุ้มค่า
  • ถ้าวัดว่าแทรดแบบไหนกำไรเยอะกว่า ไม่มีใครสามารถตอบได้ถูกต้อง 100% แต่…
  • แทรด
  • เทรดเดอร์มือใหม่ควรเทรดตามเทรนด์ที่เข้าใจง่ายกว่า ส่วนเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์อาจใช้การเทรดสวนเทรนด์หรือแบบผสมผสานเพื่อสร้างกำไรที่สูงขึ้น

เทรดตามเทรนด์ (Trend Following)

เราไปเริ่มทำความรู้จักกันทีละฝั่ง ทั้งแนวคิด, เครื่องมือในการใช้วิเคราะห์, จุดแข็ง-จุดอ่อน เริ่มจากฝั่งเทรดตามเทรนด์กันก่อนครับ

แนวคิดและหลักการ

  • แนวคิดของการเทรดตามเทรนด์จะเชื่อว่า Trend is Your friend til it’s Bend หรือแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เทรนด์จะอยู่เป็นเพื่อนกับเราจนกว่ามันจะจบ
  • พูดอีกนัยนึงก็คือจงเทรดตามเทรนด์เกาะกระแสเคลื่อนไหวของราคา ไม่พยายามสวนทิศทาง
    • หากตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เน้นหาจังหวะเข้าซื้อ (Buy)
    • หากตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง (Downtrend) เน้นหาจังหวะเข้าขาย (Sell)
  • จนกว่ามันจะจบ = เมื่อเราได้เห็นสัญญาณต่างๆ ว่าเทรนด์กำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว เช่น การไม่สามารถทะลุ High/Low ก่อนหน้าได้ เป็นต้น

เครื่องมือและสัญญาณ

  1. เส้น Moving Average (MA): เอาไว้บอกทิศทางว่าตอนนี้ตลาดอยู่ในเทรนด์อะไร > ถ้าราคาอยู่เหนือ MA = แนวโน้มขาขึ้น, ถ้าอยู่ต่ำกว่า = แนวโน้มขาลง
  2. Trendline: การลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดหรือสูงสุด 2 จุด เพื่อดูแนวโน้มหลักและหาจุดเข้าเทรด บริเวณเส้นนั้น
  3. ADX (Average Directional Index): ใช้วัดความแข็งแรงของเทรนด์ ค่า ADX สูง = เทรนด์ชัดเจน
  4. แนวรับ-แนวต้าน Breakout: เมื่อราคาสามารถทะลุแนวต้านหรือแนวรับที่สำคัญ เป็นสัญญาณว่าตลาดพร้อมเดินหน้าต่อ
การใช้เส้น Moving Average เพื่อดูแนวโน้มขาขึ้นและขาลง
หนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการเทรดตามเทรนด์ก็คือ เส้น Moving Average โดยจะใช้มันในการดูทิศทางหลักของตลาด หากราคาวิ่งเหนือเส้น = ขาขึ้น หากราคาวิ่งใต้เส้น = ขาลง

จุดแข็ง

  1. Win Rate สูง: ทำกำไรได้ต่อเนื่อง+ยาวนานหากเข้าเทรดถูกจังหวะเทรนด์ใหญ่
  2. ความเสี่ยงน้อย: เทียบกับการสวนเทรนด์ เพราะเราเทรดไปในทิศทางเดียวกับแรงซื้อขายส่วนใหญ่ของตลาด
  3. ตัดสินใจง่าย: ลดความซับซ้อนในการวิเคราะห์ แค่หาเทรนด์ให้เจอแล้วตามไป

จุดอ่อน

  1. ตลาด Sideway: อย่าลืมว่าเทรนด์ในตลาด Forex มี Sideway ด้วย แถมเทรดค่อนข้างยากเพราะมองไม่ออก + สัญญาณหลอกเยอะ
  2. Risk/Reward ไม่ค่อยคุ้ม: โดยเฉพาะมือใหม่ที่ต้องยืนยันเทรนด์ให้ชัวร์ก่อน อาจจะใช้เวลานานเพราะเทรนด์ได้วิ่งไปแล้ว
จุดแข็งและจุดอ่อนของการเทรดตามเทรนด์
การเทรดตามเทรนด์เทรดเดอร์สบายใจได้เยอะเพราะเทรดในทิศทางเดียวกับคนส่วนใหญ่ในตลาด ดังนั้นโอกาสชนะจึงสูง แต่หากเจอตลาด Sideways แทบจะเป็นฝันร้ายเพราะคาดการณ์ทิศทางได้ยาก

เทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend)

ทีนี้มาถึงฝั่งของการเทรดสวนเทรนด์กันบ้างว่ามีแนวคิดยังไง, ใช้เครื่องมือหรือสัญญาณอะไรบ้าง และจุดแข็ง-จุดอ่อนในการเทรดสวนเทรนด์

แนวคิดและหลักการ

  • เทรดเดอร์ที่ชอบเทรดสวนเทรนด์มักจะมีแนวคิดว่าทุกๆ เทรนด์ใหญ่จะมีเทรนด์ย่อยที่สวนทางเทรนด์ใหญ่ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ
  • รวมถึงเทรนด์ต้องมีวันจบ ถ้าเราเข้าเทรดสวนเทรนด์ในช่วงใกล้จบเทรนด์ = เราคือหัวแถวของเทรนด์ใหม่ทันที

เครื่องมือและสัญญาณ

  • แนวรับ–แนวต้าน: ใช้หาจุดกลับตัว เมื่อราคาชนแนวสำคัญและไม่สามารถทะลุได้
  • Divergence: สัญญาณที่ราคาเคลื่อนไหวสวนกับอินดิเคเตอร์ เช่น RSI หรือ MACD มักบอกถึงการกลับตัวใกล้เข้ามาแล้ว
  • Price Action & Chart Patterns: พฤติกรรมราคา+รูปแบบแท่งเทียนกลับตัว เช่น Doji, Hammer, Head and Shoulder, Double Top/Bottom
ตัวอย่างสัญญาณ Divergence (Bullish) สำหรับการเทรดสวนเทรนด์
หนึ่งในสัญญาณการกลับตัวของราคาที่ชาวสวนเทรนด์ชอบใช้มากก็คือ Divergence คือการที่กราฟราคาเคลื่อนในแนวโน้มตรงข้ามกับอินดิเคเตอร์พวก Oscillators อย่าง RSI, MACD โดยอินดิเคเตอร์พวกนี้จะส่งสัญญาณการกลับตัวก่อน ดังในรูป RSI จุด Low ยกสูงขึ้น = แรงซื้อเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาเตรียมขึ้น

จุดแข็ง

  1. Risk/Reward คุ้ม: เพราะเทรดใกล้จุดกลับตัว ทำให้มีระยะ Stop Loss ที่สั้น แต่มีเป้าหมายกำไรยาวกว่า
  2. โอกาสเทรดบ่อย: เมื่อราคาวิ่งไปมักจะเกิดการพักตัวในทุกๆ ช่วง = โอกาสเทรดของชาวสวน (เทรนด์)
  3. ของหวาน Scalper: การเทรดสวนเทรนด์นั้นเหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีฝีมือในการเทรดสั้นๆ เข้าเร็ว-ออกเร็ว เช่น Scalping

จุดอ่อน

  1. ความเสี่ยงสูงมาก: ถ้าเข้าไม่ถูกจังหวะ โอกาส ติดดอย สูงมากเพราะเทรนด์ใหญ่ยังอาจเดินหน้าต่อได้
  2. ไม่เหมาะกับมือใหม่: อย่างที่บอกไปว่าเทรดสวนเทรนด์ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ เร็ว แม่น ใจถึง
จุดแข็งและจุดอ่อนของการเทรดสวนเทรนด์
การเทรดสวนเทรนด์ RR จะคุ้มกว่าเพราะระยะ SL สั้นกว่า TP บวกกับมีโอกาสเทรดได้บ่อยครั้งกว่า ดังนั้นจึงเหมาะกับเทรดเดอร์ที่มองกราฟออกว่ากำลังจะกลับตัว ซึ่งมือใหม่อาจจะต้องฝึกฝนส่วนนี้ก่อน

เปรียบเทียบเทรดตามเทรนด์ vs สวนเทรนด์

ประเด็นเปรียบเทียบ เทรดตามเทรนด์

(Trend Following)

เทรดสวนเทรนด์

(Counter-Trend)

เป้าหมายหลัก ทำกำไรจาก “คลื่นใหญ่” ของเทรนด์ ทำกำไรจาก “จุดกลับตัว” ของราคา
อัตราการชนะ (Win Rate) ค่อนข้างสูงเมื่อเจอตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าถูกทางกำไรจะมาก
อัตราส่วน Risk/Reward (RRR) ปานกลาง – ทำกำไรสม่ำเสมอ สูงมาก – ขาดทุนบ่อย แต่กำไรที่ได้คุ้มค่า
สภาวะตลาดที่เหมาะสม ตลาดที่มีเทรนด์ชัดเจน

(Trending Market)

ตลาดแกว่งตัว, ไม่มีทิศทางชัด (Ranging/Sideways)
ความเครียดทางจิตวิทยา ต้องอดทนถือกำไรให้นาน ไม่ปิดเร็วเกินไป ต้องรับแรงกดดันสูงเมื่อราคายังไม่กลับตัวจริง
ความเหมาะสมกับมือใหม่ ค่อนข้างง่าย เข้าใจได้เร็ว

มีเครื่องมือช่วยชัดเจน

ยากและเสี่ยงสูง

ต้องใช้ประสบการณ์และวินัยสูง

จากตารางที่เปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่าไม่มีกลยุทธ์ไหนที่ดีกว่า/แย่กว่ากันแบบชัดเจน แต่ละแบบมีแนวทาง จุดแข็ง-จุดอ่อนและความเหมาะสมกับเทรดเดอร์ที่แตกต่างออกไป

แบบไหนกำไรเยอะกว่า?

  • อันที่จริงยังไม่เคยมีข้อมูลงานวิจัยอะไรมายืนยันเลยว่า การเทรดตามเทรนด์หรือสวนเทรนด์ สุดท้ายแล้วใครจะได้กำไรเยอะกว่า? แต่มันพอจะจำแนกการทำกำไรให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้ครับ
  • อัตราการชนะ (Win Rate): ตามเทรนด์ > สวนเทรนด์
    • เหตุผล: ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับแรงส่วนใหญ่ของตลาด เทรดตามเทรนด์จึงได้เปรียบกว่ายกเว้นช่วง Sideway
  • ผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Risk/Reward): สวนเทรนด์ > ตามเทรนด์
    • เหตุผล: เพราะเทรดตามเทรนด์จุดเข้ามักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เทรนด์เริ่มก่อตัวไปแล้ว (ซื้อแพงเพื่อไปขายแพงกว่า) แต่สวนเทรนด์จุดเข้าจะอยู่ใกล้จุดกลับตัวของราคา ทำให้มีระยะ SL สั้น TP ยาว
  • ผลกำไรโดยรวม: ตามเทรนด์หรือสวนเทรนด์?
    • คำตอบ: ขึ้นกับผู้ใช้งาน ถ้าผู้ใช้งานเป็นมือใหม่อ่อนประสบการณ์ การเทรดสวนเทรนด์ยังไงก็เสี่ยงกว่า แต่ถ้าเป็นมือเก๋ารู้จังหวะตลาดแล้วเทรดสวนเทรนด์รวม ๆ อาจจะกำไรเยอะกว่าก็ได้

เลือกอันไหนดี?

  • มือใหม่/ เทรด Swing/ สายถือยาว: แนะนำให้เทรดตามเทรนด์เนื่องจากเข้าใจง่ายกว่า มีอัตราการชนะที่สูงกว่าและป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน
  • สาย Scalping/ มือเก๋า: เทรดสวนเทรนด์ผสมกับตามเทรนด์ไปด้วยกำไรในพอร์ตจะโตเร็วมากแต่สกิลต้องถึงจริงๆ และสภาพจิตใจต้องแข็งแกร่งมาก

วิดีโอเกี่ยวกับการเทรดตามเทรนด์ vs เทรดสวนเทรนด์

 

มีคลิปวิดีโอที่น่าสนใจโดยเปรียบเทียบกลยุทธ์ “เทรดตามเทรนด์” และ “เทรดสวนเทรนด์” ว่าการเทรดแบบไหนที่น่าสนใจและเหมาะกับตัวเราที่สุด ลองไปรับชมกันเลยครับ

  • Focus นาทีที่ 03:40 สาธิตและอธิบายกลยุทธ์การเทรดตามเทรนด์ (Trend Following)
  • Focus นาทีที่ 04:20 สาธิตและอธิบายกลยุทธ์การเทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend)
  • Focus นาทีที่ 05:30 ความสำคัญของการจัดการความเสี่ยง (Risk Management)
  • Focus นาทีที่ 06:40 ตัวอย่างการเทรดจริงเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบ
  • Focus นาทีที่ 07:40 ข้อคิดและคำแนะนำสำหรับเทรดเดอร์

สรุป

ถ้าให้เปิดพอร์ตโชว์ว่าเทรดตามเทรนด์หรือเทรดสวนเทรนด์อันไหนกำไรเยอะกว่า คงจะวัดกันไม่มีสิ้นสุดหรอกครับ…มันขึ้นอยู่กับสไตล์และวินัยของเทรดเดอร์แต่ละคน ไม่มีผิด/ถูกตายตัว ถ้ารู้ว่าไม่ชอบความเสี่ยงสูงก็เทรดตามเทรนด์ แต่ถ้าชอบเทรดบ่อย RR คุ้มก็เทรดสวนเทรนด์เพิ่มได้ ไม่มีใครว่า

สิ่งที่สำคัญคืออยากให้เทรดเดอร์ค้นหาตัวเองให้เจออย่าเทรดตามคนอื่นที่บอกว่าแบบนั้นดี แบบนี้ไม่ดี เราฟังเป็นข้อมูลได้แต่ต้องลองฝึกฝนด้วยตัวเองเป็นหลักก่อน ถ้าอยากได้ความรู้ Forex ก็ง่ายๆ เลยเข้าเว็บ Thai Forexbroker ของเราก็ได้!

อ้างอิง

  1. Trendline: forexthai.in.th/trend-lines
  2. Risk/Reward: forexthai.in.th/risk-reward-ratio-101
  3. Chart Pattern: thaibrokerforex.com/chart-pattern-in-forex

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

สารบัญ