Forex คืออะไร

forex คืออะไร

Forex เป็นชื่อย่อของ Foreign Exchange Market หรือ ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตลาด Forex นั้นมีมานานเพราะว่ามันเป็นตลาดกลางแห่งการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน หรือสินค้าทางการเงิน โดยสินค้าที่ว่านั้นก็คือ ค่าเงินของแต่ละประเทศ การซื้อขายค่าเงินนั้นสามารถทำได้ในระบบที่เรียกว่า Over the Counter หรือ (OTC)  ตลาด Forex นับว่าเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก และเป็นตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับตลาดทุนอื่น ๆ ทั่วโลก

ผู้เล่นที่อยู่ในตลาด Forex หลัก ๆ ประกอบด้วย สถาบันการเงินระหว่างประเทศชนาดใหญ่  ตัวอย่างเช่น ธนาคารระหว่างประเทศอย่าง Barclay หรือ HSBC เป็นต้น สถาบันการเงินเพื่อการลงทุน ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ หรือเรียกว่านักลงทุนสถาบัน คือสถาบันที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาด Forex โบรคเกอร์ประกันภัย   อีกหมวดหนึ่งได้แก่นักธุรกิจ ซึ่งก็คือ กลุ่มธุรกิจที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการป้องกันการเสื่อมค่าของเงินกรณีที่ทำธุรกิจกับบริษัทต่างชาติ และกลุ่มสุดท้ายได้แก่โบรคเกอร์และเทรดเดอร์รายย่อย

ในชปี พ.ศ. 2019 ผู้เล่นที่มีสัดส่วนมากที่สุด 10 อันดับแรกล้วนเป็นธนาคารระหว่างประเทศทั้งสิ้น ดังแสดงในตารางต่อไปนี้

ผู้เล่นในตลาด Forex 10 อันดับแรก
สัดส่วนผู้มีส่วนในตลาดตามปริมาณการเทรดในปี 2016

ในตลาด Forex ค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ค่าเงิน USD ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 88.3 % ค่าเงิน EURO มีสัดส่วน 32.3 % ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น 16.8 % ค่าเงินปอนด์ มีสัดส่วน 12.8 % และอันดับ 5 ค่าเงิน AUD ดอลล่าร์ มีสัดส่วน 6.8 % สัดส่วนของการซื้อขายในตลาดมากที่สุดย่อมหมายถึง สภาพคล่องและความผันผวนของค่าเงินในตลาดด้วยเช่นกัน

สัดส่วนค่าเงินในตลาด Forex
สัดส่วนค่าเงินในตลาด Forex

ปัจจัยเกี่ยวกับตลาด Forex

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของตลาด Forex นั้นแบ่งเป็น 3 ปัจจัยได้แก่ ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยทางด้านการเมือง ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา โดยมีคำอธิบายประกอบดังต่อไปนี้

  1. ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ – ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่คนให้ความสนใจมากที่สุดในแง่ของการเทรด เพราะว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ ไม่แตกต่างจากการวิเคราะห์พื้นฐานในตลาดหุ้นเลย เมื่อตลาดหุ้น มูลค่าพื้นฐานของมันคือ ผลกำไรของการประกอบการบริษัท และบริษัทของผลิตภัณฑ์ Forex ก็คือ ประเทศ กำไรของประเทศก็คือ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (เงินออม) นั่นคือ การค้าขายมีกำไร (ยอดส่งออก – ยอดนำเข้า) ทำให้เรามีส่วนต่างกำไรจากการค้า เพราะว่าการส่งออกและนำเข้า มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการลงทุน จึงเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การบริโภคในประเทศ การผลิต การจ้างงาน การว่างงาน ซึ่งเทรดเดอร์ที่สนใจเรื่อง Forex ก็จะให้ความสนใจกับข่าวเหล่านี้ โดยสามารถหาได้จาก com หรือ Investing.com ซึ่งเป็นให้ผู้บริการด้านข้อมูลข่าวสารฟรี
  2. ปัจจัยทางด้านการเมือง – ปัจจัยทางด้านการเมืองมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน อย่างเช่น การตัดสินใจออกจากประชาคมยุโรปของอังกฤษ หรือ Brexit เป็นต้น เพราะมันกระทบว่า ประเทศอังกฤษจะทำการค้าขายกับกลุ่มประเทศยุโรป จะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีการนำเข้าหรือส่งสินค้าไปขายกับประเทศยุโรป เพราะว่า จะทำให้อำนาจในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าประเทศอังกฤษมีอำนาจลดลงและขายได้ลำบากยิ่งขึ้น ซึ่งการเมือง นั้นส่งผลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยตรง จึงทำให้ปัจจัยทางการเมืองส่งผลต่อค่าเงินไปด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคงเป็นความมั่นคงทางการเมืองในประเทศไทย ก็ส่งผลต่อการลงทุนในประเทศของประเทศไทยด้วยเช่นกัน
  3. ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา – ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างจับต้องได้ยาก อย่างไรก็ตาม มันมีผลอย่างมหาศาลในการเทรด ตัวอย่างของมันได้แก่ ปรากฏการณ์ Panic Sell เช่นในกรณีของวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งมีการเทขายสินทรัพย์อย่างบ้าระห่ำพอคนเห็นราคาลดลงอย่างรวดเร็วก็เลยทำการขายตาม ๆ กันทำให้ราคายิ่งย่ำแย่เข้าไปใหญ่ ซึ่งนั่นสะท้อนความแข็งแกร่งของปัจจัยทางจิตวิทยา

 

เครื่องมือทางการเงิน

คำว่า “ค่าเงิน” หรือ “คู่เงิน” นั้นเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ถ้าหากเราจะแบ่งประเภทของเครื่องมือสำหรับตลาด Forex นั้นก็คล้ายคลึงกับตลาดหุ้น หรือบางทีอาจจะมากกว่า โดยเครื่องมือทางการเงินในตลาด Forex นั้นประกอบด้วยดังนี้

ทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงิน
ทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงิน

ตลาด Spot – ตลาด Spot ก็เหมือนกับตลาดหุ้น คือตัวสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายจริงนั่นเอง แต่ว่า Spot ของตลาด Forex จจจะมีวันส่งมอบสินค้ากันที่ 2 วัน ซึ่งเป็นไปตามกฏ ToM Next หรือ Tomorrow Next โดยการถือครองสินค้าข้ามคืนจะทำให้เสียค่าต้นทุนการถือครอง และดอกเบี้ยจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เรียกว่า Swap

ตลาด Forward – เป็นตลาด Forex อีกแบบหนึ่งที่เป็นธุรกรรมทางเดียว โดยที่การแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นในอนาคตกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ตกลงราคากันในอนาคตไว้เท่านั้น

ตลาด Futures – ก็คล้ายคลึงกับตลาด Forward แต่แตกต่างตรงที่มีอายุแน่นอนประมาณ 3 เดือน ที่จะต้องส่งมอบ สินค้า

ตลาด Options – ซึ่งก็มีความคล้ายคลึงกับ Futures คือเป็นสัญญาประเภทอนุพันธ์เช่นกัน แต่แตกต่างในเรื่องของกฏเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของการออกแบบเครื่องมือทางการเงิน ตลาด Option จะเป็นเครื่องมือสำหรับการลดความเสี่ยง โดยเทรดเดอร์สามารถมีบทบาทได้ทั้งเป็นผู้ซื้อและผู้ขายออพชั่นได้

 

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตลาด Forex

อาจจะมีความเข้าใจผิดหลายประการเกี่ยวกับตลาด Forex สำหรับตลาด Forex รายย่อยนั้น หลายโบรคเกอร์ไม่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ Forex ที่แท้จริง แต่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า CFD หรือ Contract for Differences  มันก็เหมือนกับ Spot Forex แต่เป็นแค่สัญญารูปแบบหนึ่งที่ใช้ราคาของ Forex แต่ว่าไม่ได้ส่งเข้าตลาด อารมณ์ประมาณไหนหน่ะหรอ? ก็ประมาณ หวยหุ้นที่ใช้ทศนิยม 2 ตำแหน่งของดัชนีตลาดหลักทรัพย์มาเล่น บางคนคิดว่าเล่นหุ้น แต่ไม่ใช่นั่นคือหวย ที่สุ่มจากทศนิยมสองตำแหน่งคนได้ฟังก็คิดว่าเล่นหุ้น เหมือนกัน CFD ก็ยืมราคา Forex มา ฉะนั้น!!!! โบรคเกอร์ที่ทำ CFD ก็จะมีรายละเอียดแจ้งเลยว่าเขาเป็นสัญญา CFD นะ สัญญา CFD มันมีได้หลายประเภท ตลาดหุ้น ชื่อหุ้นสำคัญ ๆ ก็สามารถใช้เป็น CFD ได้ทั้งนั้น มันก็เหมือนผลิตภัณฑ์ของบ่อนการพนันก็น่าจะได้อยู่ครับ

อีกอันหนึ่งที่มีความสำคัญเรื่องของ Binary Option เป็น Option ประเภทหนึ่ง ซึ่งเข้าข่าย Hi-Lo มากกว่า เพราะว่า มันคือการเดิมพันราคา เช่น ถ้ามะนาวราคามากกว่า 10 บาทใน 10 นาทีข้างหน้า  ผลปรากฏบอกว่า ราคามะนาวออกมาราคา 11 บาทใน 10 นาทีข้างหน้าเราก็รับเงิน พร้อมเขาหักค่าคอมมิชชั่นไว้ด้วย ซึ่งก็น่าจะสูงเช่นกัน การเทรดลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการแทงฟุตบอลครับ ต้องระวังให้ดี

การเทรด Forex แม้จะมีแพร่หลาย แต่ก็มีมิจฉาชีพจำนวนมากเช่นกันที่แฝงอยู่ในวงการ ฉะนั้นเทรดเดอร์ นักลงทุนที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาด Forex จะต้องมีความรู้และมีแหล่งความรู้ที่ถูกต้องที่น่าเชื่อถือได้ในการเทรดเช่นกัน เพราะถ้าหากมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับตลาดจะทำให้เราพลาดพลั้งไปกับสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ เช่น ขบวนการแชร์ลูกโซ่ คอร์สสอนหลอกลวงต้มตุ๋น ได้ง่ายดาย

คะแนนที่ได้