ควรตั้ง Stop loss เท่าไหร่? แบบไหนถึงเรียกว่า Stop loss ที่ดี

พื้นฐานการเทรด Forex ให้ปลอดภัยและควบคุมความเสี่ยงได้แบบง่ายๆ เลยคือใช้ Stop Loss…แต่ก็มักจะลงเอยด้วยคำถามว่า “ควรตั้ง Stop Loss เท่าไหร่ดีล่ะ?” วาง Stop Loss ตรงไหนจะถือว่าเป็นจุดที่ดีและคุ้มค่าที่สุด หวังว่าวันนี้ทุกคนจะได้คำตอบจากบทความนี้ครับ


Highlight บทคัดย่อ

  • การใช้ Stop Loss (SL) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex โดยทำหน้าที่ปกป้องเงินทุน, ลดความกังวลใจพร้อมกับสร้างระบบการเทรดที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • บางครั้งเทรดเดอร์ก็มักจะทำผิดพลาดในการตั้ง Stop Loss เช่น ตั้งแคบเกินไปทำให้ราคาแกว่งมาชนได้ง่าย หรือกว้างเกินไปซึ่งทำให้ขาดทุนหนัก บางครั้งก็เลื่อน SL หนีราคาหรือไม่ตั้ง SL เลย ซึ่งอันตรายมาก!
  • การตั้ง Stop Loss ที่เท่าไหร่ถึงจะดี…เราจำแนกออกเป็น 4 วิธีในการตั้ง SL
    1. ตั้งตามความเสี่ยงที่รับได้เป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินตายตัว
    2. ตั้งตาม Risk-Reward Ratio (RRR) 1:2 หรือ 1:3
    3. ตั้งตามโครงสร้างตลาด เช่น แนวรับ-แนวต้าน, เส้น MA
    4. ใช้ Trailing Stop Loss (TSL) จากแพลตฟอร์มเทรด

ความสำคัญของการใช้ Stop loss

  1. ปกป้องเงินทุน: ตอนออกออเดอร์ผิดทาง แทนที่จะปล่อยราคาให้ไหลไป SL ก็จะช่วยจำกัดการขาดทุน ไม่ให้เสียหายจนล้างพอร์ต
  2. ลดอารมณ์: ถ้าเราวาง SL ในจุดที่เราพอใจได้แล้ว ก็ไม่ต้องมาเครียด-กังวลว่าพอร์ตจะแตก ถ้ายิ่งได้เลื่อน SL มากั้นหน้าทุนแล้วยิ่งสบายใจขึ้นเยอะ
  3. สร้างระบบเทรดได้ง่าย: ระบบเทรดที่มีประสิทธิภาพต้องชัดเจนตั้งแต่การเข้าเทรดการตั้งเป้ากำไร, การตั้งเป้า Stop Loss เพื่อวัดผลได้ง่ายขึ้น
  4. อยู่รอดในระยะยาว: การที่เรามี Stop Loss ในแต่ละออเดอร์เราก็สามารถวางแผนในการเทรดสินทรัพย์อื่นๆ ได้ ไม่ต้องมาพะวงหลัง การทำแบบนี้แหละพอร์ตถึงจะเติบโตในระยะยาว
4 ความสำคัญหลักของการใช้ Stop Loss ในการเทรด
การมี Stop Loss ในการเทรดจะทำให้การเทรดของเรามีความเสี่ยงน้อยลงมีระบบที่ชัดเจน วัดผลได้ เทรดเดอร์มือใหม่ทุกคนควรใช้ Stop Loss ทุกครั้งในการเทรด

ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้ง Stop loss

  1. ตั้ง Stop Loss แคบเกินไป: นี่น่าจะเป็นความผิดพลาดที่หลายคนเจ็บใจที่สุด รู้ๆ กันว่ากราฟราคามันจะต้องมีช่วงที่แกว่งขึ้น-ลงแรง ถ้าใครตั้ง SL แคบเกินก็ไปโดนเสียง่ายๆ ทั้งๆ ที่ราคายังไปถูกทางอยู่
  2. ตั้งกว้างเกินไป: อีกประเด็นหนึ่งคือตั้งกว้างเกินไป เพราะไม่รู้ว่าจุดไหนคือจุดที่เหมาะสม ซึ่งถ้าตั้งกว้างเกินไป Stop Loss มันก็จะกินเงินเราเยอะขึ้น
  3. เลื่อน Stop Loss หนีราคา: นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าคุณไม่เชื่อในแผนการเทรดของคุณ เท่านั้นไม่พอมันก็สะท้อนได้ว่าแผนการเทรดของเรายังไม่ดีพอและยังเป็นการทำลายวินัยการเทรดของเราด้วย
  4. ไม่ตั้ง Stop Loss เลย: มันมีเทคนิค การเทรดแบบไม่ตั้ง Stop Loss ได้ แต่นั่นคือเทคนิคที่เราต้องเข้าใจมันจริงๆ ถ้าไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลย แต่ไม่ตั้ง SL เพราะลืมหรือไม่อยากตั้ง อันนี้คือสิ่งที่ผิดพลาด
4 ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้ง Stop Loss
แม้ Stop Loss จะมีข้อดีมากมายแต่หลายคนก็ยังมีข้อผิดพลาดในการใช้มันอย่ เช่น ตั้ง SL แคบเกิน-กว้างเกิน หาจุดที่พอดีไม่เจอ หรือบางครั้งก็ขาดวินัยเลื่อน SL หนีทำให้แย่กว่าเดิมและยิ่งหนักเลยคือเทรดแบบไม่มี SL

แล้วเราควรตั้ง Stop loss ที่เท่าไหร่?

การตั้ง Stop loss ไม่มีสูตรตายตัว แต่เราสามารถแบ่งระดับการใช้งานได้ตามประสบการณ์และความถนัดของแต่ละคน ตั้งแต่การตั้งแบบง่ายที่สุดไปจนถึงการใช้เครื่องมือขั้นสูง ตามนี้ครับ

1. ตั้งตามความเสี่ยงที่รับได้ (Level 1)

  • นี่คือวิธีที่ง่ายและพื้นฐานที่สุด เหมาะสำหรับมือใหม่เพื่อสร้างวินัยและควบคุมความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต
  • หลักการก็คือกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงสูงสุดที่เรายอมรับได้ หรือกำหนดเป็นตัวเลขตายตัวที่ยอมขาดทุนในการเทรด 1 ครั้ง
  • ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มของบางโบรกเกอร์ เช่น โบรกเกอร์ Exness จะมีฟีเจอร์บอกเลยว่าระดับ Stop Loss ของเราเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ซึ่งง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องคำนวณเอง
การตั้ง Stop Loss แบบกำหนดจำนวนเงินที่ขาดทุนตายตัว
การตั้ง Stop Loss แบบตายตัวมันดีตรงที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ถ้าโบรกเกอร์มีฟีเจอร์คำนวณมาให้ก็จะยิ่งง่ายมาก แต่ถ้าต้องคำนวณเองก็อาจจะงงสำหรับมือใหม่ ที่ต้อง คำนวณ Lot Size ด้วย เพื่อหาจุด SL

2. ตั้งตาม Risk-Reward Ratio (Level 2)

  • หลังจากรู้แล้วว่าจะเสี่ยงเท่าไหร่ ขั้นต่อมาคือการดูว่าความเสี่ยงนั้น “คุ้มค่า” กับผลตอบแทนที่คาดหวังหรือไม่ ซึ่งวิธีนี้ต้องสัมพันธ์กับระยะ Take Profit ด้วย
  • คงจะคุ้นกับคำว่า Risk-Reward Ratio (RRR) คือการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างกำไรที่คาดหวังและขาดทุนที่ยอมรับได้ ตัวอย่างเช่น
    • ค่า RRR ที่นิยมใช้ 1:2 หรือ 1:3 (บางสาย Scalping อาจใช้ 1:1 ก็พอ)
    • เช่น กำไรที่เราคาดหวังคือ 100 pips ดังนั้น SL ที่เราควรจะตั้งคือ 50 pips เพื่อให้สอดคล้องกับ RRR 1:2
    • ถ้าอยากใช้ 1:3 ระยะ SL ก็จะเหลือ 33 pips กรณีกำไร 100 pips เหมือนเดิม
  • ถ้าตั้ง SL ตาม RRR มันทำให้การเทรดของเราครั้งนึงมันคุ้มค่า เพราะอัตรากำไรสูงกว่าขาดทุน สมมุติ RRR 1:2 เทรด 3 ครั้ง ชนะ 1 ครั้งก็เท่าทุนแล้วไม่มีขาดทุน
การตั้ง Stop Loss ตามอัตราส่วน Risk-Reward Ratio 1:2
ส่วนใหญ่ถ้ากำหนดจำนวนขาดทนแบบตายตัวแล้วก็มักจะใช้ RRR ในการต่อยอดวางคำสั่ง TP/SL เผื่อว่าในระยะยาวจะคุ้มค่ากว่า

3. ตั้งตามโครงสร้างตลาด (Level 3)

  • วิธีนี้จะเน้นตั้ง Stop Loss จากการใช้ “โครงสร้างราคา” แทนการตั้งตัวเลขตายตัว
  • ที่นิยมกันก็จะตั้งตาม…
    1. แนวรับ–แนวต้าน (Support/Resistance) → ตั้ง Stop loss ไว้เลยแนวสำคัญพวกนี้เล็กน้อย
    2. เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) → ตั้งต่ำกว่าเส้น MA ถ้า Buy หรือสูงกว่า MA ถ้า Sell
    3. เส้น Trendline → ถ้าราคาทะลุ Trendline แสดงว่าแนวโน้มอาจเปลี่ยน → ใช้เป็นจุด Stop loss ได้
  • เรียนตามตรงคือวิธีนี้จะได้จุด Stop Loss ที่เหมาะสมกว่า 2 ข้อด้านบนเพราะมันสอดคล้องกับพฤติกรรมราคาจริง ๆ แต่เทรดเดอร์ต้องมีทักษะวิเคราะห์กราฟพอสมควร ถึงจะมองออก
การตั้ง Stop Loss ตามโครงสร้างราคา หรือ Price Structure
เทรดเดอร์ที่มองออกจะเห็นว่าจุดที่เข้า Sell คือระดับแนวต้านพอดี โดยพิจารณาวาง SL บริเวณเหนือแนวต้านถัดไปเพราะหากหลุดแนวต้านนั้นไปราคามีโอกาสขึ้นต่อสูงมาก นี่คือการวาง SL จากโครงสร้างราคา

4. ตั้ง Trailing Stop loss (Level 4)

  • วิธีนี้อาจจะต้องเป็นเทรดเดอร์ระดับมืออาชีพหรือสามารถเปิดแพลตฟอร์มเทรดได้นานๆ เพราะวิธีนี้จะต้องใช้เครื่องมือ Trailing Stop loss
  • TSL คือฟีเจอร์หนึ่งในแพลตฟอร์มเทรดเป็น SL ที่จะเคลื่อนที่ตามราคาถ้าไปถูกทาง เช่น เราเปิด Buy และเปิด TSL ด้วย มันจะเคลื่อนที่ขึ้นตามกราฟเท่านั้น จะไม่เคลื่อนที่ลงถ้ากราฟวิ่งลงมาชนก็จะปิดออเดอร์ให้
  • ข้อดีคือเราปล่อยให้กราฟวิ่งได้จนสุดทางไม่ต้องพะวงอะไร แค่ตั้งระยะห่าง TSL ไว้ให้พอดี
  • แต่ TSL บน MT4/MT5 จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเปิดคอมฯ และอินเทอร์เน็ตตลอด ดังนั้นถ้าจะใช้แบบต่อเนื่องอาจจะต้องพึ่ง VPS หรือใช้แพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจาก MT4/MT5 เช่นพวก cTrader, บางโบรกเกอร์ที่ใช้แพลตฟอร์ม Proprietary (ของตัวเอง)
การใช้ Trailing Stop Loss (TSL) บนแพลตฟอร์ม MT4/MT5
การตั้ง TSL เป็นวิธีที่เทรดเดอร์จะสบายใจที่สุด แต่ค่อนข้างเหมาะกับเทรดเดอร์มืออาชีพมากกว่าทั่วไป เพราะต้องเปิดโปรแกรมเทรดตลอดเวลาหากยังใช้ TSL หรืออาจจะต้องใช้ VPS / แพลตฟอร์มอื่นที่รองรับการ ประมวลผลจากฝั่ง Server side ของโบรกเกอร์

วิดีโอเกี่ยวกับ ATR Indicator สำหรับตั้ง Stop Loss

 

ในบทความเราพูดถึง Trailing Stop Loss ไป ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีแต่ยังมีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการตั้ง Stop Loss เช่นกันนั่นก็คือ ATR ซึ่งในวิดีโอนี้จะอธิบายการใช้งานอย่างละเอียดและเห็นภาพชัดเจน

  • Focus นาทีที่ 2.05 สอนตั้งค่า ATR เบื้องต้น
  • Focus นาทีที่ 2.30 การใช้งาน ATR วิเคราะห์หา SL
  • Focus นาทีที่ 3.48 เลือก ATR แบบ Trailing Stop +สอนตั้งค่าใหม่
  • Focus นาทีที่ 4.45 ตั้งคำสั่งเทรดโดยอิงจาก ATR แบบ Trailing Stop
  • Focus นาทีที่ 5.30 ใช้ SMA เข้ามาช่วย

สรุป

การตั้ง Stop Loss ที่ดีควรตั้งเอาที่เรามองว่ามันคือจุดที่เราพอใจจะขาดทุนที่สุดก็แล้วกัน…บางคนอาจจะพอในเป็นตัวเลขตายตัว, เป็นจำนวนเงิน, เป็น Price Level ที่เหมาะสม, หรือเอาตามเครื่องมือพิเศษ (TSL) ก็ไม่มีแบบไหนดีที่สุดแบบตายตัว แต่ถ้าจะให้แนะนำจริงๆ ผมขอเลือกตั้งตามสภาพตลาด (ข้อ 3) หรือตาม RRR (ข้อ 2) ละกันครับ…

เหตุผลน่ะหรอ…มันเป็นวิธีการที่ยืดหยุ่น ไม่ยากเกินไปและไม่ยอมแพ้ง่ายเกินไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือพอร์ตยังปลอดภัย เพราะยังมีโอกาสกลับมาแก้มือได้เสมอ Stop loss ที่ดีจึงหมายถึงการปกป้องเงินทุนและการทำให้เราอยู่รอดในตลาดได้นานที่สุด

อ้างอิง

  1. Stop Loss: forexthai.in.th/stop-loss-sl
  2. Risk Reward Ratio: thaibrokerforex.com/risk-reward-ratio

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

สารบัญ