พื้นฐานการเทรด Forex ให้ปลอดภัยและควบคุมความเสี่ยงได้แบบง่ายๆ เลยคือใช้ Stop Loss…แต่ก็มักจะลงเอยด้วยคำถามว่า “ควรตั้ง Stop Loss เท่าไหร่ดีล่ะ?” วาง Stop Loss ตรงไหนจะถือว่าเป็นจุดที่ดีและคุ้มค่าที่สุด หวังว่าวันนี้ทุกคนจะได้คำตอบจากบทความนี้ครับ
Highlight บทคัดย่อ
- การใช้ Stop Loss (SL) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเทรด Forex โดยทำหน้าที่ปกป้องเงินทุน, ลดความกังวลใจพร้อมกับสร้างระบบการเทรดที่ชัดเจนและวัดผลได้
- บางครั้งเทรดเดอร์ก็มักจะทำผิดพลาดในการตั้ง Stop Loss เช่น ตั้งแคบเกินไปทำให้ราคาแกว่งมาชนได้ง่าย หรือกว้างเกินไปซึ่งทำให้ขาดทุนหนัก บางครั้งก็เลื่อน SL หนีราคาหรือไม่ตั้ง SL เลย ซึ่งอันตรายมาก!
- การตั้ง Stop Loss ที่เท่าไหร่ถึงจะดี…เราจำแนกออกเป็น 4 วิธีในการตั้ง SL
-
- ตั้งตามความเสี่ยงที่รับได้เป็นเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนเงินตายตัว
- ตั้งตาม Risk-Reward Ratio (RRR) 1:2 หรือ 1:3
- ตั้งตามโครงสร้างตลาด เช่น แนวรับ-แนวต้าน, เส้น MA
- ใช้ Trailing Stop Loss (TSL) จากแพลตฟอร์มเทรด
ความสำคัญของการใช้ Stop loss
- ปกป้องเงินทุน: ตอนออกออเดอร์ผิดทาง แทนที่จะปล่อยราคาให้ไหลไป SL ก็จะช่วยจำกัดการขาดทุน ไม่ให้เสียหายจนล้างพอร์ต
- ลดอารมณ์: ถ้าเราวาง SL ในจุดที่เราพอใจได้แล้ว ก็ไม่ต้องมาเครียด-กังวลว่าพอร์ตจะแตก ถ้ายิ่งได้เลื่อน SL มากั้นหน้าทุนแล้วยิ่งสบายใจขึ้นเยอะ
- สร้างระบบเทรดได้ง่าย: ระบบเทรดที่มีประสิทธิภาพต้องชัดเจนตั้งแต่การเข้าเทรดการตั้งเป้ากำไร, การตั้งเป้า Stop Loss เพื่อวัดผลได้ง่ายขึ้น
- อยู่รอดในระยะยาว: การที่เรามี Stop Loss ในแต่ละออเดอร์เราก็สามารถวางแผนในการเทรดสินทรัพย์อื่นๆ ได้ ไม่ต้องมาพะวงหลัง การทำแบบนี้แหละพอร์ตถึงจะเติบโตในระยะยาว

ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้ง Stop loss
- ตั้ง Stop Loss แคบเกินไป: นี่น่าจะเป็นความผิดพลาดที่หลายคนเจ็บใจที่สุด รู้ๆ กันว่ากราฟราคามันจะต้องมีช่วงที่แกว่งขึ้น-ลงแรง ถ้าใครตั้ง SL แคบเกินก็ไปโดนเสียง่ายๆ ทั้งๆ ที่ราคายังไปถูกทางอยู่
- ตั้งกว้างเกินไป: อีกประเด็นหนึ่งคือตั้งกว้างเกินไป เพราะไม่รู้ว่าจุดไหนคือจุดที่เหมาะสม ซึ่งถ้าตั้งกว้างเกินไป Stop Loss มันก็จะกินเงินเราเยอะขึ้น
- เลื่อน Stop Loss หนีราคา: นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าคุณไม่เชื่อในแผนการเทรดของคุณ เท่านั้นไม่พอมันก็สะท้อนได้ว่าแผนการเทรดของเรายังไม่ดีพอและยังเป็นการทำลายวินัยการเทรดของเราด้วย
- ไม่ตั้ง Stop Loss เลย: มันมีเทคนิค การเทรดแบบไม่ตั้ง Stop Loss ได้ แต่นั่นคือเทคนิคที่เราต้องเข้าใจมันจริงๆ ถ้าไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลย แต่ไม่ตั้ง SL เพราะลืมหรือไม่อยากตั้ง อันนี้คือสิ่งที่ผิดพลาด

แล้วเราควรตั้ง Stop loss ที่เท่าไหร่?
การตั้ง Stop loss ไม่มีสูตรตายตัว แต่เราสามารถแบ่งระดับการใช้งานได้ตามประสบการณ์และความถนัดของแต่ละคน ตั้งแต่การตั้งแบบง่ายที่สุดไปจนถึงการใช้เครื่องมือขั้นสูง ตามนี้ครับ
1. ตั้งตามความเสี่ยงที่รับได้ (Level 1)
- นี่คือวิธีที่ง่ายและพื้นฐานที่สุด เหมาะสำหรับมือใหม่เพื่อสร้างวินัยและควบคุมความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต
- หลักการก็คือกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงสูงสุดที่เรายอมรับได้ หรือกำหนดเป็นตัวเลขตายตัวที่ยอมขาดทุนในการเทรด 1 ครั้ง
- ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มของบางโบรกเกอร์ เช่น โบรกเกอร์ Exness จะมีฟีเจอร์บอกเลยว่าระดับ Stop Loss ของเราเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ซึ่งง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องคำนวณเอง

2. ตั้งตาม Risk-Reward Ratio (Level 2)
- หลังจากรู้แล้วว่าจะเสี่ยงเท่าไหร่ ขั้นต่อมาคือการดูว่าความเสี่ยงนั้น “คุ้มค่า” กับผลตอบแทนที่คาดหวังหรือไม่ ซึ่งวิธีนี้ต้องสัมพันธ์กับระยะ Take Profit ด้วย
- คงจะคุ้นกับคำว่า Risk-Reward Ratio (RRR) คือการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างกำไรที่คาดหวังและขาดทุนที่ยอมรับได้ ตัวอย่างเช่น
- ค่า RRR ที่นิยมใช้ 1:2 หรือ 1:3 (บางสาย Scalping อาจใช้ 1:1 ก็พอ)
- เช่น กำไรที่เราคาดหวังคือ 100 pips ดังนั้น SL ที่เราควรจะตั้งคือ 50 pips เพื่อให้สอดคล้องกับ RRR 1:2
- ถ้าอยากใช้ 1:3 ระยะ SL ก็จะเหลือ 33 pips กรณีกำไร 100 pips เหมือนเดิม
- ถ้าตั้ง SL ตาม RRR มันทำให้การเทรดของเราครั้งนึงมันคุ้มค่า เพราะอัตรากำไรสูงกว่าขาดทุน สมมุติ RRR 1:2 เทรด 3 ครั้ง ชนะ 1 ครั้งก็เท่าทุนแล้วไม่มีขาดทุน

3. ตั้งตามโครงสร้างตลาด (Level 3)
- วิธีนี้จะเน้นตั้ง Stop Loss จากการใช้ “โครงสร้างราคา” แทนการตั้งตัวเลขตายตัว
- ที่นิยมกันก็จะตั้งตาม…
-
- แนวรับ–แนวต้าน (Support/Resistance) → ตั้ง Stop loss ไว้เลยแนวสำคัญพวกนี้เล็กน้อย
- เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) → ตั้งต่ำกว่าเส้น MA ถ้า Buy หรือสูงกว่า MA ถ้า Sell
- เส้น Trendline → ถ้าราคาทะลุ Trendline แสดงว่าแนวโน้มอาจเปลี่ยน → ใช้เป็นจุด Stop loss ได้
- เรียนตามตรงคือวิธีนี้จะได้จุด Stop Loss ที่เหมาะสมกว่า 2 ข้อด้านบนเพราะมันสอดคล้องกับพฤติกรรมราคาจริง ๆ แต่เทรดเดอร์ต้องมีทักษะวิเคราะห์กราฟพอสมควร ถึงจะมองออก

4. ตั้ง Trailing Stop loss (Level 4)
- วิธีนี้อาจจะต้องเป็นเทรดเดอร์ระดับมืออาชีพหรือสามารถเปิดแพลตฟอร์มเทรดได้นานๆ เพราะวิธีนี้จะต้องใช้เครื่องมือ Trailing Stop loss
- TSL คือฟีเจอร์หนึ่งในแพลตฟอร์มเทรดเป็น SL ที่จะเคลื่อนที่ตามราคาถ้าไปถูกทาง เช่น เราเปิด Buy และเปิด TSL ด้วย มันจะเคลื่อนที่ขึ้นตามกราฟเท่านั้น จะไม่เคลื่อนที่ลงถ้ากราฟวิ่งลงมาชนก็จะปิดออเดอร์ให้
- ข้อดีคือเราปล่อยให้กราฟวิ่งได้จนสุดทางไม่ต้องพะวงอะไร แค่ตั้งระยะห่าง TSL ไว้ให้พอดี
- แต่ TSL บน MT4/MT5 จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเปิดคอมฯ และอินเทอร์เน็ตตลอด ดังนั้นถ้าจะใช้แบบต่อเนื่องอาจจะต้องพึ่ง VPS หรือใช้แพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจาก MT4/MT5 เช่นพวก cTrader, บางโบรกเกอร์ที่ใช้แพลตฟอร์ม Proprietary (ของตัวเอง)

วิดีโอเกี่ยวกับ ATR Indicator สำหรับตั้ง Stop Loss
ในบทความเราพูดถึง Trailing Stop Loss ไป ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดีแต่ยังมีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการตั้ง Stop Loss เช่นกันนั่นก็คือ ATR ซึ่งในวิดีโอนี้จะอธิบายการใช้งานอย่างละเอียดและเห็นภาพชัดเจน
- Focus นาทีที่ 2.05 สอนตั้งค่า ATR เบื้องต้น
- Focus นาทีที่ 2.30 การใช้งาน ATR วิเคราะห์หา SL
- Focus นาทีที่ 3.48 เลือก ATR แบบ Trailing Stop +สอนตั้งค่าใหม่
- Focus นาทีที่ 4.45 ตั้งคำสั่งเทรดโดยอิงจาก ATR แบบ Trailing Stop
- Focus นาทีที่ 5.30 ใช้ SMA เข้ามาช่วย
สรุป
การตั้ง Stop Loss ที่ดีควรตั้งเอาที่เรามองว่ามันคือจุดที่เราพอใจจะขาดทุนที่สุดก็แล้วกัน…บางคนอาจจะพอในเป็นตัวเลขตายตัว, เป็นจำนวนเงิน, เป็น Price Level ที่เหมาะสม, หรือเอาตามเครื่องมือพิเศษ (TSL) ก็ไม่มีแบบไหนดีที่สุดแบบตายตัว แต่ถ้าจะให้แนะนำจริงๆ ผมขอเลือกตั้งตามสภาพตลาด (ข้อ 3) หรือตาม RRR (ข้อ 2) ละกันครับ…
เหตุผลน่ะหรอ…มันเป็นวิธีการที่ยืดหยุ่น ไม่ยากเกินไปและไม่ยอมแพ้ง่ายเกินไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือพอร์ตยังปลอดภัย เพราะยังมีโอกาสกลับมาแก้มือได้เสมอ Stop loss ที่ดีจึงหมายถึงการปกป้องเงินทุนและการทำให้เราอยู่รอดในตลาดได้นานที่สุด
อ้างอิง
- Stop Loss: forexthai.in.th/stop-loss-sl
- Risk Reward Ratio: thaibrokerforex.com/risk-reward-ratio
ทีมงาน : thaiforexbroker.com

