Trading plan

0
22

Trading plan

บทความตอนนี้ มาว่ากันถึง การวางแผนการเทรด ที่รอบคอบขึ้น ครับ จาก โจทย์ที่ว่า เราจะทำยังไง ไม่ให้พลาดในการเทรดแม้แต่ครั้งเดียว  ผม ตอบตรง ๆ ไม่อ้อม ไม่เลี้ยว เลยว่า
– ทำไม่ได้ครับ ผมก็ทำไม่ได้เช่นกันครับ แต่ถ้าอ่านดีๆ จะเห็นว่า ผมบอกว่าเก็บวันละ 30 จุดก็จริง แต่มีบางวัน ผมจะบอกว่าผมได้มากกว่าวันละ 30 จุดนะครับ ผมเล่น คู่ EJ กะ UJ  วันนึงก็ได้อย่างต่ำๆ 50 จุดแล้วแหละครับ  เพราะมันค่อนข้างสวิงแรง  แต่ที่เขียนแค่ 30 จุดเพราะ จะเอาจุดที่เกินไปในแต่ละวันมาโปะวันที่เสียด้วยครับ ซึ่งปกติสัปดาห์หนึ่งผมก็อาจเสียได้ 1-2 วันครับ หรือบางสัปดาห์ก็มีบางวันที่ไม่ได้เล่นครับ ที่ผมบอก 30 จุดต่อวันนั้นจริงๆ แล้วเป็นค่าเฉลี่ยที่ควรจะได้ ประมาณนั้นครับ

ถ้าพลาดแล้ว มีวิธีแก้เกมยังไง หรือแก้ระบบยังไง
– เรื่องแก้เกมนี่ตอบไม่ยากครับ เพราะว่าจะสังเกตว่า MM  ของผมแบ่งช่วงเวลาไว้ชัดเจน  เช่นสำหรับ Trading Plan ที่ให้ไป ผมจะแบ่งช่วงที่จะปรับ MM เป็นเดือนนะครับ เช่นตัวอย่าง MM ว่าเดือนเมษยน นี้ จะเล่นที่ความเสี่ยง 15% จนทุนเพิ่มเป็น 100$ ดังนั้นถ้าเกิดเดือนเมษายนพลาดได้ไม่ถึง 100$ ผมก็แค่ยืดระยะเวลาออกไปอีกเดือนนึงเท่านั้นเองครับ ก่อนที่จะปรับระบบใหม่ อย่าลืมนะครับ การลงทุนเราต้องใช้เงินเย็น และที่สำคัญ ต้องใจเย็นด้วยครับ   ผมไม่เดือดร้อนอะไรมาก เลยยืดระยะเวลาออกไปได้ครับ
– ส่วนการแก้ระบบเนี่ย ตอบยากครับ เพราะขึ้นกับระบบของแต่ละท่าน แต่สำหรับระบบที่ผมใช้ ตอบง่ายครับ 555+ เพราะระบบผมไม่มีอะไรเลย จึงไม่มีอะไรต้องปรับครับ (ระบบของผมเป็น Indicator-less System ครับ แล้วก็ใช้ Semi-martingale ในการเพิ่ม % win ของระบบน่ะครับ)

อย่าเพิ่งคิดว่าผมจับผิดนะครับ
นักเทรดหลักๆ เห็นจะมีสองประเภทตามสไตล์การเล่น คือพวกชอบสวนกระแส กับพวกชอบตามเทรนกลุ่มส่วนกระแสจะชอบดักกินเป็นระยะๆ ตามแนวรับแนวต้าน หรือพวก Fibo ซึ่ง Draw-down ของกลุ่มนี้คือช่วงที่ตลาดมีเทรนครับและพวกชอบตามเทรนจะชอบตามเทรนหลักๆ แต่จะตายได้ง่ายๆ เลย ตอนช่วง Sideway ซึ่ง Draw-down ของกลุ่มนี้คือช่วงตลาดไม่มีทิศทางครับ
แต่ผมเป็นพวกชอบสวนกระแสครับ สวนมาหลายปี (อย่าคิดลึกนะครับ) แต่ก็ไม่ได้กำไรซักที (ก็ตลาดส่วนมากมีเทรนนี่) ผมก็เลยลองมาเล่นตามเทรนครับ แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีกว่า
ผมมักจะเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อย เช่น วิเคราะห์ตอนแรกเห็นว่าเทรนขึ้น ก็ Buy ตั้ง SL กับ TP เรียบร้อย ผ่านไปซักพัก เจอ minor resistance ราคาเด้งไปเด้งมา ใจเริ่มหายแล้ว วิเคราะห์ใหม่ กลายเป็น Sell เอาไปเอามาใจไม่นิ่งพอครับ สุดท้ายมันก็ทะลุแนวต้านขึ้นเหมือนเดิม เอาไปเอามาเลยเสียทั้ง Buy ทั้ง Sell ทั้ง Spread ไม่หมดตัวก็ให้มันรู้ไป 555+ แต่ผมก็เริ่มเห็นว่า การเล่นตามเทรนเนี่ยถ้าทำตามกฏมีโอกาสที่จะพอเห็นกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ ก็เลยเริ่มเล่นแบบ Trend Following นับแต่นั้น
หลังๆ มานี่ผมก็วิเคราะห์ครั้งเดียว ซื้อแล้วก็ปิดเครื่องเลย ไม่ต้องไปสนใจมันจะขึ้นหรือลง ซึ่งก็ดีพอสมควร (ผมเลยบอกว่าคนส่วนใหญ่ 90% จะหมดตัวในตลาดนี้ และใน 90% นั้น 80% เกิดจากการที่เราไม่มีวินัยครับ การวิเคราะห์ผมว่าเรียนครึ่งวันก็ทำได้ทุกคน แต่วินัยเนี่ยฝึกกันยาก คนที่วิเคราะห์เก่งๆ แต่เล่นแบบมือบอนจนหมดตัวก็มีเยอะแยะไป) แต่ผมก็ติดนิสัยที่งก ชอบตั้ง SL น้อยๆ TP มากๆ สุดท้ายก็ติด SL ประจำ ผมเลยมาศึกษา MM แบบจริงๆ จังๆ แต่เหมือนบทที่ 1-7 ที่ผมเขียนให้ดูแหละครับ ไม่มีระบบไหนที่เหมาะกับผมเลย ผมเลยคิดอยู่นาน จนได้ MM แบบหนึ่งขึ้นจนได้ ก็คือระบบ Semi-martingale ที่ผมจะแชร์ให้ฟังนี่แหละครับทุกท่านจะเห็นอยู่แล้วว่า ระบบทั่วไปแบ่งเป็น Martingale กับ Anti-Martingale นะครับ (ผมจะไม่อธิบายเพิ่มแล้วนะครับ ถ้างงให้กลับไปอ่านบทก่อนหน้านะครับ)
Trading Plan ทั่วไปเป็นระบบ Anti-martingale แต่ก็มีบางระบบเป็น Martingale เช่น Blessing System  ซึ่งหลายท่านอาจเข้าใจผิดว่า Blessing System เป็น Trading System แบบหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่อยากจะเถียง ก็แล้วแต่มุมมองแหละครับ แต่ถ้ามองในแง่ MM มันเป็นแค่ระบบ MM แบบหนึ่งเท่านั้น (ระบบเทรดจริงๆ แยกจาก MM อย่างชัดเจน เพราะ Trading System จะบอกว่าเราจะต้องลงทุน เมื่อไหร่ แต่ MM จะบอกเราว่าต้องลงทุน เท่าไหร่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลยครับ

เอาละ ผมออกนอกทะเลไปอีกรอบแล้ว   กลับมาที่ระบบเทรดของผมดีกว่าครับพูดถึงอินดิเคเตอร์ก่อน อินดิเคเตอร์เนี่ยก็มี 2 แบบอีกแหละครับ คือแบบให้สัญญาณไว (ให้ Signal ก่อนการเกิด Reversal เช่นตระกูล Momentum ทั้งหลาย หรือ Stochastic) และแบบให้สัญญาณช้า (มักใช้เป็นตัว Comfirm ให้ Signal หลังจากการเกิด Reversal เช่นตระกูล MA ทั้งหลาย (อาจประยุกต์ดูการเกิด Divergence ซึ่งจะให้สัญญาณเร็วขึ้น นั่นก็อีกเรื่องนึง แต่โดยปกติ สัญญาณของ MA จะมาหลังเกิดเทรนขึ้นแล้วครับ)) พวกชาวสวนจะชอบ Indy แบบแรกมากเพราะให้สัญญาณไวดี พวกชอบตามจะชอบแบบหลังมากเพราะว่าสัญญาณค่อนข้างแน่นอน แต่ผมคิดไปคิดมาแล้วพบว่า Indy แต่ละตัวมันก็คิดมาจากข้อมูลในกราฟนั่นแหละ ดังนั้นถ้าเรามองกราฟเปล่าๆ แบบไม่มี Bias ก็น่าจะให้ข้อมูลได้เหมือนกัน ระบบเทรดของผมจึงไม่ใช้ indy อะไรเลย (อาจมีการใช้ RSI หรือ MACD คอนเฟิร์มบ้าง แต่ก็ไม่ใช้ตลอดนะครับ) แล้วก็คิดแค่ว่าวันนี้ราคา

จะขึ้น หรือลง (หรือจะนิ่ง)


พอคิดได้แล้วว่าราคาจะเป็นยังไง (ขนาดไม่มี indy แล้วก็ยังมีที่ให้ดูอีกเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็น Channel Support Resistance Continuous&reversal pattern Candlestick Fibonacci แล้วก็จิปาถะอื่นๆ คราวนี้โอกาสก็เป็น 50:50 แล้วแหละว่ามันจะขึ้นหรือลง แต่ผมถือว่าถ้าผมวิเคราะห์แม่นยำจริงๆ (ใช้ประสบการณ์นะครับ ไม่ใช่หมอลักษณ์ฟันธง  ) โอกาสก็น่าจะเป็น ซัก 70:30 ได้)อ้าว ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าจะ Buy หรือ Sell คราวนี้มีเรื่องใหญ่อีกเรื่อง คือ Spread และ TP จริงๆ การอธิบายต้องใช้รูปประกอบนิดหน่อย แต่เอาเป็นว่า ผมไม่ใช้แล้วกันนะครับ แต่จะพยายามเขียนให้เข้าใจแทน คราวนี้ TP ต้องเหมาะสมกับธรรมชาติของ Timeframe และ Pair ที่เราเล่นครับ เช่นผมเล่น EJ Timeframe 15 min ตอนตลาดลื่นไหลหน่อย ค่านี้น่าจะอยู่ประมาณ 50 จุด
คราวนี้เรื่อง Spread ผมก็ไม่มีปัญหา เพราะ Spread ผมแค่ 3 จุด เทียบกับ TP 50 จุด ถือว่าไม่มากมายนักพอรับได้ คราวนี้ก็ถึงเรื่อง MM และการตั้ง SL แล้วแหละครับ ที่ผมจะพูดถึง การตั้ง SL ถ้ามากก็จะมีโอกาสเสียน้อย แต่เสียมาก แต่ถ้าตั้งน้อยก็ชน SL บ่อย ซึ่งการตั้ง SL เนี่ยเราสามารถใช้ MM ช่วยได้ครับหัวใจของระบบ Semi-martingale คือการแบ่งเงินลงทุนออกเป็นส่วนๆ และทบนะครับ แต่ความเสี่ยงยังคง Fixed เป็นเปอร์เซ็นต์เหมือน Anti martingale ครับ ทำให้เราจำกัดความเสี่ยงได้ (ข้อดีของ Anti martingale) และทำให้เรามีโอกาสเสียน้อยลง (ข้อดีของ Martingale) ซึ่งไม่ต้องไปหาอ้างอิงที่ไหนนะครับในการเอาสองระบบนี้มารวมกัน เพราะผมก็ไม่มีเหมือนกัน อันนี้ผมปรับปรุงเอาจากประสบการณ์ครับ

ระบบการแบ่งเงินลงทุนของผมจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 6%:9%:24% ครับ และ SL ที่ตั้งไว้คือ 30 จุด ความเสี่ยงรวมคือ 24% (แยก Margin ไว้ต่างหาก) และ TP 30-50 จุดครับ โดยจะเล่นดังนี้
ส่วนแรก ลงจุดที่ต้องการจะซื้อ เช่น ซื้อที่ 1.0100 6% และตั้ง SL 90 จุด TP 30 จุด เราจะได้ว่าโอกาสที่ราคาจะชน TP ก่อนสูงมาก แต่ค่า Reward:Risk=1:3 อาจดูเสี่ยงเกินไป ก็มีวิธีแก้ไขดังนี้ครับ
ถ้าราคาลงมาจากจุดที่ซื้ออีก 30 จุด คุณก็ซื้อเพิ่มอีก 9% เช่นในกรณีนี้ ซื้อที่ 1.0070 SL 60 จุด TP 30 จุด จะได้ว่าโอกาสชน TP ก็ยังสูงอยู่ และ Reward:Risk ของขึ้นนี้เป็น 1:2 ดูดีขึ้นนิดหน่อยครับและถ้าราคายังลงมาอีก 30 จุด ก็ซื้อเพิ่มอีก 24% (ดูเหมือนจะเสี่ยง แต่จริงๆ แล้วไม่นะครับ เพราะว่าผมบอกแล้วว่าผมจะวิเคราะห์เทรนก่อนและเล่นตามเทรนหลักเสมอ ดังนั้นที่ราคาลงมาไม่เป็นไปตามแนวโน้มนี้ต้องเกิดจากการปรับฐานเท่านั้น ถ้ามี Reversal Pattern ผมจะ cut loss ตั้งแต่ Step 2 แล้วครับ) ขั้นนี้ SL 30จุด TP 30 จุด  นี่ครับ ความพยายามที่ฝึกมา  6 ปี เต็มครับ  ยังอยู่รอดได้ ถึงแม้ ว่า พอร์ต จะไม่โต …   ( เพราะ กำไร ครบ  10 $  ถอน  …  ถอน  )

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คอมเมนท์ด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]