รวม 5 กลยุทธ์การเทรด Forex ที่ดีที่สุด จากเทรดเดอร์มืออาชีพ

Highlight บทคัดย่อ

  • อธิบาย 5 กลยุทธ์ที่มืออาชีพทำกำไรจากตลาด Forex: Breakout, Pullback / Throwback, Reversal, Momentum และ Position Trading
  • แนะแนวทางหลักการเทรด ได้แก่ จุดเข้าเทรด (Entry), จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit) ของแต่ละกลยุทธ์
  • เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละกลยุทธ์เพื่อให้นักเทรดได้เลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับตัวเอง

 กลยุทธ์เทรดแบบ Breakout

สรุปวิธีการเทรดแบบ Breakout และหลักการสำคัญ
สรุปกลยุทธ์ Breakout
  • กลยุทธ์เทรด Price Action สามารถเล่นร่วมกับแนวรับแนวต้าน เส้นแนวโน้ม ชาร์ตแพทเทิร์นสามเหลี่ยม เส้น MA และ กรอบ Channel

หลักสำคัญในการเทรด Breakout

  • การเทรด Breakout หากเทรดตามเทรนด์จะสามารถเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น
  • แท่งเทียนที่ Breakout ออกไปต้องมีโมเมนตัมมากพอ เพื่อให้ราคามีโอกาสวิ่งไปในทิศทางที่คาดการณ์เอาไว้
  • เมื่อราคา Breakout ไปแล้วและกลับมาทดสอบโซนเดิม จะเป็นโอกาสให้เราเข้าเทรดเป็นครั้งที่ 2 เรียกว่าการ Breakout & Retest

ไทม์เฟรมที่เหมาะกับการเทรด Breakout

  • ไทม์เฟรม 5 นาที ถึง 15 นาที เป็นไทม์เฟรมที่เหมาะกับสาย Day Trading แต่ก็มีโอกาสเจอสัญญาณหลอกได้บ่อยครั้ง
  • ไทม์เฟรม 1 ชั่วโมง เป็นไทม์เฟรมที่ไม่ได้เร็วมากเกินไป และมีสัญญาณ Breakout ที่ชัดเจนมากกว่าไทม์เฟรมเล็ก
  • ไทม์เฟรม Daily เป็นไทม์เฟรมที่การ Breakout มีความน่าเชื่อถือสูง และสามารถใช้ยืนยันแนวโน้มได้

ตัวอย่างการเทรด Breakout ขาขึ้น

กราฟตัวอย่างการเทรด Breakout ในตลาดขาขึ้น พร้อมจุด Stop Loss และ Take Profit
ตัวอย่างการเทรด Breakout ขาขึ้น
  1. ดูภาพรวมแนวโน้มของราคาเป็นขาขึ้น
  2. สร้างกรอบแนวรับแนวต้านในช่วงราคาพักตัว
  3. รอราคา Breakout ออกจากกรอบในทิศทางขาขึ้น
  4. เปิดออเดอร์ Buy
  5. ตั้ง Stop Loss ที่ Swing Low ล่าสุด
  6. ตั้ง Take Profit RR 1:2

ตัวอย่างการเทรด Breakout ขาลง

กราฟตัวอย่างการเทรด Breakout ในตลาดขาลง พร้อมจุด Stop Loss และ Take Profit
ตัวอย่างการเทรด Breakout ขาลง
  1. ดูภาพรวมแนวโน้มของราคาเป็นขาลง
  2. สร้างกรอบแนวรับแนวต้านในช่วงราคาพักตัว
  3. รอราคา Breakout ออกจากกรอบในทิศทางขาลง
  4. เปิดออเดอร์ Sell
  5. ตั้ง Stop Loss ที่ Swing High ล่าสุด
  6. ตั้ง Take Profit RR 1:2

ข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์ Breakout

  • ใช้ได้ทุกไทม์เฟรม
  • มีโอกาสทำ Risk Reward ได้ดี
  • มีกฎการเข้าเทรดที่แน่นอน
  • มีโอกาสเจอ False Breakout โดยเฉพาะการเทรดในไทม์เฟรมเล็ก
  • ช่วงตลาดมีความผันผวนสูงอาจจะโดน Stop Hunt ได้
  • จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอเพื่อรอโอกาสในการเทรด

กลยุทธ์เทรดแบบ Pullback / Throwback

แผนภาพอธิบายการเทรดแบบ Pullback และ Throwback ตามเทรนด์
สรุปกลยุทธ์ Pullback / Throwback
  • การเทรดแบบ Trend Following (เทรดตามเทรนด์)
    • เข้าเทรดราคาถูก และปิดออเดอร์ทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้น ในตลาดขาขึ้น
    • เข้าเทรดราคาแพง และปิดออเดอร์ทำกำไรเมื่อราคาต่ำลง ในตลาดขาลง
  • การเทรดแบบ Pullback / Throwback สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างหลากหลาย เช่น
    • แนวรับแนวต้าน
    • Demand / Supply
    • Fibonacci Retracement
    • เส้น Moving Average

หลักสำคัญในการเทรด Pullback / Throwback

  • การเทรดด้วยกลยุทธ์นี้ตลาดต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นเทรนด์เท่านั้น
  • สามารถใช้หลายเครื่องมือมารวมกันเพื่อสร้างการเทรดแบบ Confluence ได้
  • เมื่อราคาเกิด Pullback / Throwback สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมคือโมเมนตัม

ไทม์เฟรมที่เหมาะกับการเทรด Pullback / Throwback

  • ไทม์เฟรม 5 นาที ถึง 15 นาที เป็นไทม์เฟรมที่มีโอกาสเทรดได้เกือบทุกวันแต่ก็ต้องเจอกับสัญญาณหลอกด้วยเช่นเดียวกัน
  • ไทม์เฟรม 1 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมง เป็นไทม์เฟรมที่มีโอกาสเทรดน้อยลงแต่จะสามารถถือออเดอร์ได้นานขึ้น และสามารถรันเทรนด์ได้

ตัวอย่างการเทรด Pullback / Throwback ขาขึ้น

ตัวอย่างการใช้เส้น EMA และ Fibonacci ในการหาจุดเข้าเทรดแบบ Pullback ขาขึ้น
ตัวอย่างการเทรด Pullback ขาขึ้น
  1. เส้น EMA 2 เส้นตัดขึ้น
  2. ราคาย่อลงมาที่เส้น EMA
  3. ราคาย่อลงมาบริเวณโซนอัตราส่วนทองคำของ Fibonacci Retracement
  4. ราคาเกิดการกลับตัว
  5. เปิดออเดอร์ Buy
  6. ตั้ง Stop Loss ที่ Swing Low ล่าสุด
  7. ตั้ง Take Profit RR 1:2

ตัวอย่างการเทรด Pullback / Throwback ขาลง

ตัวอย่างการใช้เส้น EMA และ Fibonacci ในการหาจุดเข้าเทรดแบบ Pullback ขาลง
ตัวอย่างการเทรด Pullback ขาลง
  1. เส้น EMA 2 เส้นตัดลง
  2. ราคาเด้งมาที่เส้น EMA
  3. ราคาเด้งมาบริเวณโซนอัตราส่วนทองคำของ Fibonacci Retracement
  4. เปิดออเดอร์ Sell
  5. ตั้ง Stop Loss ที่ Swing High ล่าสุด
  6. ตั้ง Take Profit RR 1:2

ข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์ Pullback / Throwback

  • ลดการ Buy ที่ยอด Sell ที่หลุม
  • ไม่พลาดการเทรดในเทรนด์ใหญ่
  • เข้าในจุดที่ได้เปรียบ ทำให้มี Stop Loss ที่แคบลดความเสี่ยงได้ดี
  • สัญญาณหลอก Pullback / Throwback
  • มีโอกาสเจอเทรนด์กลับตัว ไม่ใช่จุด Pullback / Throwback
  • หาจุดเข้าเทรดยากถ้าไม่มีสัญญาณยืนยันเพิ่มเติม

กลยุทธ์เทรดแบบ Reversal

กลยุทธ์การเทรดแบบกลับตัว Reversal โดยใช้ Price Action และ Divergence
สรุปกลยุทธ์ Reversal
  • เป็นการเทรดที่คาดการณ์การกลับตัวของเทรนด์ใหญ่โดยใช้ลักษณะของ Price Action, ชาร์ตแพทเทิร์น, โครงสร้างตลาด หรือเส้นเทรนด์ไลน์ และเทรดร่วมกับ Key Levels สำคัญ

หลักสำคัญในการเทรด Reversal

  • ดู Price Action ในลักษณะการชะลอตัวหรือการปฏิเสธราคาตาม Key Levels เพื่อคาดการณ์การกลับตัวของราคา
  • รอการเกิดโครงสร้างชาร์จแพทเทิร์นกลับตัวแล้วจึงค่อยเทรดไม่ต้องรีบร้อน
  • ใช้โมเมนตัมในการช่วยยืนยันการกลับตัว
  • ใช้ Divergence ดูความขัดแย้งระหว่างราคากับโมเมนตัมบริเวณ Key Levels
  • ใช้หลัก Multi-Timeframe Analysis ดูการทำลายโครงสร้างในไทม์เฟรมเล็กเพื่อหาจุดเข้าที่ได้เปรียบ

ไทม์เฟรมที่เหมาะกับการเทรด Reversal

  • ไทม์เฟรม 1 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมงเป็นไทม์เฟรมที่เหมาะกับการเทรด Reversal เนื่องจากโครงสร้างตลาดและ Key Levels มีความแข็งแรง Price Action มีความน่าเชื่อถือ และอินดิเคเตอร์เริ่มให้สัญญาณที่แม่นยำมากขึ้น

ตัวอย่างการเทรด Reversal ขาขึ้น

กราฟแสดงการกลับตัวเป็นขาขึ้นบริเวณแนวรับพร้อมสัญญาณ Bullish Divergence
ตัวอย่างการเทรด Reversal ขาขึ้น
  1. มองหาแนวรับ
  2. รอราคาลงมาที่แนวรับ
  3. เกิด Bullish Divergence
  4. ในไทม์เฟรมเล็กราคาเกิดการทำลายโครงสร้างตลาดขาลง
  5. เปิดออเดอร์ Buy
  6. ตั้ง Stop Loss ที่ Swing Low ล่าสุด
  7. ตั้ง Take Profit ที่ Swing High

ตัวอย่างการเทรด Reversal ขาลง

กราฟแสดงการกลับตัวเป็นขาลงบริเวณแนวรับพร้อมสัญญาณ Bearish Divergence
ตัวอย่างการเทรด Reversal ขาลง
  1. มองหาแนวต้าน
  2. รอราคาขึ้นมาที่แนวต้าน
  3. เกิด Bearish Divergence
  4. ในไทม์เฟรมเล็กราคาเกิดการทำลายโครงสร้างตลาดขาขึ้น
  5. เปิดออเดอร์ Sell
  6. ตั้ง Stop Loss ที่ Swing High ล่าสุด
  7. ตั้ง Take Profit ที่ Swing Low

ข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์ Reversal

  • ทำ Risk Reward ได้สูง เทรดตั้งแต่ต้นเทรนด์
  • ลดโอกาสการตกรถ
  • เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ประสบการณ์สูง
  • มีโอกาสเป็นการเทรดสวนเทรนด์

กลยุทธ์การเทรด Momentum

การใช้เครื่องมือวัดแรงซื้อขาย Momentum ในการหาจุดเข้าเทรด
สรุปกลยุทธ์ Momentum
  • การเทรดทำกำไรจากแรงซื้อและแรงขายในตลาดช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยระยะเวลาการถือออเดอร์ขึ้นอยู่กับโมเมนตัมในตลาดและไทม์เฟรมที่ใช้เทรด
  • ใช้เครื่องมือในการวัดค่าโมเมนตัมเพื่อใช้เข้าเทรดเช่น Moving Average หรือ Oscillator

หลักสำคัญในการเทรด Momentum

  • กลยุทธ์การเทรด Momentum จะเทรดในตลาดที่มีเทรนด์ และเลี่ยงการเทรดในช่วงตลาด Sideway
  • ในการเทรดแต่ละครั้ง ระยะเวลาการถือออเดอร์จะวัดจากแรงโมเมนตัมที่แสดงบนอินดิเคเตอร์
    • ในตลาดขาขึ้น เทรด Buy เมื่ออินดิเคเตอร์ตัดขึ้นจาก Oversold และปิดออเดอร์ราคาตัดลงจากโซน Overbought
    • ในตลาดขาลง เทรด Sell เมื่ออินดิเคเตอร์ตัดลงจาก Overbought และปิดออเดอร์ราคาตัดขึ้นจากโซน Oversold

ไทม์เฟรมที่เหมาะกับการเทรด Momentum

  • ไทม์เฟรม 5 นาที ถึง 15 นาทีสามารถเทรดโมเมนตัมระยะสั้นได้ แต่ก็ต้องเจอกับตลาด Sideway ทำให้มีสัญญาณหลอกบ่อย
    • การเทรดควรเลือกเทรดใน Trading Session ที่มี Volume สูง เช่น ตลาด New York สามารถเทรดได้หลายรอบ
  • ไทม์เฟรม 1 ชั่วโมง ถึง 4 ชั่วโมงเหมาะกับการเทรดโมเมนตัมระยะยาว ตลาดมีความผันผวนน้อยมีโอกาสที่จะถือรันเทรนด์ได้ในการเทรดครั้งเดียว

ตัวอย่างการเทรด Momentum ขาขึ้น

ตัวอย่างการเทรด Momentum ขาขึ้นโดยใช้เส้น EMA 200 และอินดิเคเตอร์ MACD
ตัวอย่างการเทรด Momentum ด้วย MACD
  1. กราฟอยู่เหนือเส้น EMA 200
  2. MACD เกิดการตัดขึ้นและอยู่ใต้เส้น Zero Line
  3. เปิด Buy
  4. ปิดออเดอร์เมื่อ MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้น Zero Line

ตัวอย่างการเทรด Momentum ขาลง

ตัวอย่างการเทรด Momentum ขาลงโดยใช้เส้น EMA 200 และอินดิเคเตอร์ MACD
ตัวอย่างการเทรด Momentum ด้วย MACD
  1. กราฟอยู่ใต้เส้น EMA 200
  2. MACD เกิดการตัดลงและอยู่เหนือเส้น Zero Line
  3. เปิด Sell
  4. ปิดออเดอร์เมื่อ MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Zero Line

ข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์ Momentum

  • สามารถทำกำไรได้ไวในระยะเวลาสั้นๆ
  • หากเทรนด์แข็งแรงมากพอสามารถถือยาวและทำกำไรเพิ่มได้
  • ในตลาด Sideway มีโอกาสเจอสัญญาณหลอกได้บ่อยมาก
  • หากตลาดผันผวนอย่างรุนแรงมีโอกาสที่จะโดน Stop Loss ได้ง่าย

กลยุทธ์แบบ Position Trading

การเทรดระยะยาวแบบ Position Trading เน้นถือออเดอร์ตามเทรนด์ใหญ่
สรุปกลยุทธ์ Position Trading
  • การเทรดที่มองข้ามความผันผวนระยะสั้นเน้นถือออเดอร์ระยะยาวในหลักสัปดาห์หรือหลักเดือนจนถึงหลักปี

หลักสำคัญในการเทรด Position Trading

  • ต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาวร่วมกับปัจจัยพื้นฐานของคู่เงินที่เทรดอย่างสม่ำเสมอ
  • หาจุดเข้าเทรดที่ได้เปรียบตลาดเพื่อที่จะสามารถถือออเดอร์ได้นานที่สุด
  • มีจุดปิดออเดอร์ทำกำไรที่ชัดเจน และระมัดระวังจุดที่ตลาดมีโอกาสจะกลับตัว
  • ต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี เนื่องจากมีการเข้าออเดอร์น้อยกว่ากลยุทธ์การเทรดแบบอื่น ๆ

ไทม์เฟรมที่เหมาะกับการเทรด Position Trading

  • ไทม์เฟรม Daily หรือ Weekly เป็นไทม์เฟรมที่มีความผันผวนน้อย Position Trader ใช้วิเคราะห์กราฟ ใช้เป็นจุดเข้าเทรด และสามารถถือระยะยาวเพื่อทำกำไรได้

ตัวอย่างการเทรด Position Trading ขาขึ้น

ตัวอย่างการเทรด Position Trading ตลาดขาขึ้น
ตัวอย่างการเทรด Position Trading
  1. เส้น EMA ตัดขึ้น
  2. เปิด Buy
  3. ปิดออเดอร์เมื่อ EMA ตัดลง

ตัวอย่างการเทรด Position Trading ขาลง

ตัวอย่างการเทรด Position Trading ตลาดขาลง
ตัวอย่างการเทรด Position Trading
  1. เส้น EMA ตัดลง
  2. เปิด Sell
  3. ปิดออเดอร์เมื่อ EMA ตัดขึ้น

ข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์ Position Trading

  • จำนวนการเทรดน้อยทำให้สามารถโฟกัสกับการพัฒนากลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงได้มากขึ้น
  • สามารถทำกำไรได้เป็นเงินก้อน และมีโอกาสขาดทุนน้อยเนื่องจากมีความผันผวนต่ำ
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านค่าธรรมเนียมจากการเปิดและปิดออเดอร์บ่อยครั้ง
  • มีความเสี่ยงในด้านค่า Swap
  • พลาดโอกาสการทำกำไรในระยะสั้น
  • ใช้เงินจำนวนมาก

คลิปวิดีโอเกี่ยวกับกลยุทธ์การเทรด Forex

ถ้าเพื่อน ๆ ยังเป็นนักเทรดมือใหม่และกำลังหากลยุทธ์การเทรดที่เหมาะกับตัวเอง ผมได้นำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับกลยุทธ์การเทรด Forex ที่มืออาชีพใช้งานมาประกอบให้เพื่อน ๆ ได้ดูกันครับ

  • Focus นาทีที่ 0:27 อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์ Trend Following
  • Focus นาทีที่ 0:58 อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์ Mean Reversion
  • Focus นาทีที่ 1:26 อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์ Breakout
  • Focus นาทีที่ 2:00 อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์ Swing Trading
  • Focus นาทีที่ 2:32 อธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์ Scalping

สรุป

กลยุทธ์การเทรดในตลาด Forex ที่มืออาชีพใช้งานกันมีหลายรูปแบบ มีทั้งการเทรดระยะสั้น และการเทรดระยะยาว แต่ละกลยุทธ์ก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป การเลือกกลยุทธ์การเทรดให้เหมาะสมกับตัวเรานั้น ต้องดูที่สไตล์การเทรดของตัวเองและสไตล์การใช้ชีวิต รวมถึงการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วยครับ


อ้างอิง

  1. Top 5 Breakout Trading Strategies That Actually Work: https://www.ebc.com/th/forex/245255.html
  2. Breakout Trading: Strategies & How to Trade Breakouts: https://www.xs.com/en/blog/breakout-trading/
  3. Breakout Trading: Definition, Types, and Pros & Cons: https://www.dydx.xyz/crypto-learning/breakout-trading
  4. Pullback Trading: https://www.bajajfinserv.in/pullback-trading-strategy
  5. What is Reversal Trading?: https://groww.in/blog/what-is-reversal-trading
  6. Momentum Trading: https://www.bajajfinserv.in/what-is-momentum-trading
  7. Momentum Trading Strategies for Beginners: https://www.tastylive.com/concepts-strategies/momentum-trading
  8. Position trading strategy: an educational guide: https://capital.com/en-int/learn/trading-strategies/position-trading

 

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

สารบัญ

สารบัญ