การเทรด Forex กับการใช้งาน Indicators เป็นอะไรที่มักจะคู่กันเสมอ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะรู้สึกไม่สมบูรณ์เลย ในบทความนี้เราอยากจะมาแนะนำ “Trend Indicators” เป็นซับเซ็ตย่อยของเหล่า Indicators ทั้งหมดอีกทีหนึ่ง Trend Indicators จะมีอะไรบ้าง? และใช้งานเบื้องต้นยังไง? ไปอ่านพร้อมกันครับ!
Highlight บทคัดย่อ
- Trend Indicators คือเครื่องมือระบุทิศทางและความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคาในตลาด Forex โดยจัดเป็นหนึ่งในสี่ประเภทหลักของอินดิเคเตอร์ ได้แก่ Trend, Oscillators, Volumes, และ Bill Williams
- Trend Indicators ตัวแรกที่แนะนำคือ Moving Average (MA) เป็น Trend Indicator ที่นิยมใช้มากที่สุด ใช้งานง่ายๆ คือถ้าราคาวิ่งอยู่เหนือเส้น MA = แนวโน้มขาขึ้น, วิ่งใต้เส้น MA = แนวโน้มขาลง
- ตัวที่สองคือ Bollinger Bands ใช้ในการวัดความผันผวนของราคา ประกอบไปด้วยเส้น 3 เส้น
- เส้นกลางคือ SMA
- เส้นบน คือเส้นกลาง + ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- เส้นล่างคือเส้นกลาง – ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- ต่อมาคือ Ichimoku Kinko Hyo เป็นอินดิเคเตอร์ที่ครบครันในการระบุแนวโน้ม, โมเมนตัม, และแนวรับ/แนวต้าน มีเส้น 5 เส้น และก้อนเมฆ เป็นตัววิเคราะห์
- สุดท้ายคือ Parabolic SAR เป็น Trend Indicator ที่ใช้ระบุทิศทางแนวโน้มและให้สัญญาณกลับตัว รวมถึงใช้เป็นจุดตั้ง Stop Loss ได้
Trend Indicator คืออะไร?
- ในแพลตฟอร์มการเทรดทั่วไปจะมีอินดิเคเตอร์ไว้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทาง ซึ่งจะถูกจัดหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์หลักในการใช้งาน และนี่คือประเภทหลักๆ ที่พบได้บ่อย…
-
- Trend Indicators: ใช้ในการระบุทิศทาง
- Oscillators: ใช้ดูภาวะ Overbought (ซื้อมากเกินไป) หรือ Oversold (ขายมากเกินไป)
- Volumes: ใช้วัดปริมาณการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา
- Bill Williams Indicators: อินดิเคเตอร์เฉพาะที่เน้นการวิเคราะห์โครงสร้างของตลาดและจิตวิทยาของผู้คน
- ตลาด Forex มักจะมีแนวโน้ม(Trend) ของมันเสมอและแน่นอนว่า Trend Indicators ก็คือเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ระบุทิศทางและความแข็งแกร่งของแนวโน้มราคาในตลาด Forex นั่นเอง
- ขออธิบายหน้าที่หลักของ Trend Indicators เพิ่มเติมดังนี้ครับ
- ระบุทิศทางแนวโน้มว่าตอนนี้ตลาดอยู่ใน ขาขึ้น, ขาลงหรือ Sideway?
- วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
- ให้สัญญาณการเข้า/ออกออเดอร์

แนะนำ Trend Indicator + เทคนิคการใช้งาน
ในส่วนนี้ทีมงาน Thai Forex Broker จะแนะนำ Trend Indicator ยอดนิยมพร้อมกับหลักการใช้งานเบื้องต้น, จุดเด่นและข้อควรระวังจากการใช้งานครับ
1. Moving Average
- อินดิเคเตอร์ตัวนี้น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีครับ เป็น Trend Indicators ที่ถูกใช้งานมากที่สุด Moving Average (MA) มันคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เอาไว้แสดงค่าเฉลี่ยของราคาในแต่ละช่วงเวลาที่กำหนด
- Moving Average มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ครับ
- Simple Moving Average (SMA): ตัวนี้คำนวณมาจากราคาปิดเฉลี่ยแบบธรรมดา ค่อนข้างตอบสนองช้าต่อการเปลี่ยนแปลงราคา
- Exponential Moving Average (EMA): ตัวนี้จะคำนวนแบบ Exponential เพื่อให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าราคาในอดีตและแน่นอนว่ามันตอบสนองไวกว่าแบบ SMA
- หลักการใช้งานของ Moving Average แบบง่ายๆ ก็คือ
- ถ้าราคาวิ่งอยู่เหนือเส้น MA และเส้น MA ชี้ขึ้น = แนวโน้มขาขึ้น
- ราคาวิ่งอยู่ใต้เส้น MA และเส้น MA ชี้ลง = แนวโน้มขาลง
- ใช้เส้นนี้เป็นแนวรับ-แนวต้านแบบไดนามิกได้ด้วยเพราะมันคำนวณมาแล้วว่าราคาปิดเฉลี่ยอยู่ที่แนวเส้น MA นั่นแหละ

2. Bollinger Band
- Bollinger Band คือ Trend Indicators ที่ผสมความเป็นอินดิเคเตอร์หลายๆ ประเภทด้วย ไม่ใช่แค่บอกทิศทางหรือแนวโน้มอย่างเดียว
- โดย Bollinger Band ใช้วัดความผันผวน (Volatility) ของราคาและช่วยระบุโซนที่ราคาอาจจะแพงเกินไปหรือถูกเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของมัน
- เรามาเข้าใจส่วนประกอบของ Bollinger Band กันครับ
- เส้นกลาง (Middle Band) มันคือเส้น SMA นั่นเองครับ
- เส้นบน (Upper Band) มันคือเส้นกลางบวกด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ในช่วงเวลาเดียวกัน
- เส้นล่าง (Lower Band) มันคือเส้นกลางลบด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในช่วงเวลาเดียวกัน
- หลักการใช้งาน Bollinger Band…
- ใช้วัดความผันผวนของราคา โดยสังเกตจากความกว้างของแถบเส้นบน-ล่าง ถ้าขยายออก = ผันผวนมากขึ้น แต่ถ้าแถมเส้นแคบลง = ไม่ผันผวน
- ใช้เป็นตัวบอกแนวโน้ม จำได้ไหมว่าเส้นกลางของ Bollinger Band คือเส้น SMA ดังนั้นถ้าราคาอยู่เหนือเส้นกลางก็บ่งบอกแนวโน้มขาขึ้น แต่ราคาอยู่ใต้เส้นกลางบ่งบอกแนวโน้มขาลง
- เราจะใช้ Bollinger Band หาสัญญาณการกลับตัวจากการที่ราคาแตะแถบด้านนอกแล้วไม่สามารถไปต่อได้ จากนั้นก็กลับมาเคลื่อนที่เข้าหาเส้นกลางอีกครั้ง

3. Ichimoku Kinko Hyo
- Ichimoku Kinko Hyo ผมถือว่าเป็นอินดิเคเตอร์ที่ครบครันทั้งระบุแนวโน้ม, โมเมนตัม, แนวรับ/แนวต้าน ใช้ตัวนี้ตัวเดียวจบเลย
- Ichimoku ประกอบด้วย 5 เส้นหลัก และตัวเมฆ (Cloud) ดังนี้ครับ
-
- Tenkan-sen หรือ Conversion Line: เป็นเส้นแนวโน้ม/โมเนตัมระยะสั้น คำนวนแบบ จุดสูงสุด + จุดต่ำสุด / 2 ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะใช้ Period 9 ครับ
- Kijun-sen หรือ Base Line: เป็นเส้นแนวโน้ม/โมเนตัมระยะกลาง คำนวนเหมือน Tenkan-sen โดยใช้ Period 26
- Senkou Span A อันนี้คือเส้นขอบตัวก้อนเมฆ คำนวณจาก (Tenkan-sen + Kijun-sen) / 2 แล้วเลื่อนไปข้างหน้า 26 Period
- Senkou Span B คล้ายกับ A เป็นเส้นขอบตัวเมฆเช่นกัน คำนวณจาก จุดสูงสุด + จุดต่ำสุด) / 2 ในช่วง 52 Period
- Kumo หรือตัวก้อนเมฆคือพื้นที่ระหว่างเส้น Senkou Span A และ Senkou Span B ใช้บ่งบอกแนวโน้ม, ความผันผวนและเป็นแนวรับ/แนวต้านที่ทรงพลังมาก
- ข้อมูลที่เราจะได้จาก Ichimoku คือ
- แนวโน้ม: ถ้าราคากำลังเทรดอยู่เหนือเมฆและเมฆเป็นสีเขียว/ฟ้า = เส้น Senkou Span A อยู่เหนือ Senkou Span B บ่งบอกแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง ส่วนขาลงก็คือตรงกันข้าม ราคาจะวิ่งใต้ก้อนเมฆ
- แนวรับและแนวต้าน: ใน Ichimoku ตัวที่ทำหน้าเป็นแนวรับ/แนวต้าน มีหลายตัว เช่น เส้น Kijun-sen, เส้น Tenkan-sen รวมถึงตัวก้อนเมฆด้วย
- โมเมนตัม: ดูตำแหน่งของราคาเทียบกับ Tenkan-sen และ Kijun-sen ยิ่งราคาอยู่ห่างจากเส้นเหล่านี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโมเมนตัมที่แข็งแกร่งเท่านั้น
- สัญญาณการกลับตัว: ราคาหรือเส้นต่างๆ เข้าสู่เมฆหรือทะลุตัวเมฆ นับว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มครับ

4. Parabolic SAR
- Parabolic SAR ถือว่าเป็น Trend Indicator อย่างชัดเจนเลยครับ หน้าที่หลักของมันคือการช่วยระบุทิศทางของแนวโน้ม, ให้สัญญาณกลับตัวบางครั้งก็ใช้เป็นจุดตั้ง Stop Loss (โดยเฉพาะ Trailing Stop)
- วิธีดู Parabolic SAR แบบง่ายๆ
- จุดอยู่ใต้แท่งเทียน → แนวโน้มขาขึ้น (Buy)
- จุดอยู่เหนือแท่งเทียน → แนวโน้มขาลง (Sell)
- ถ้าจุดเปลี่ยนจากใต้ → ไปอยู่บน = สัญญาณกลับตัวลง + สัญญาณปิดออเดอร์ Buy
- ถ้าจุดเปลี่ยนจากบน → ไปอยู่ข้างล่าง = สัญญาณกลับตัวขึ้น + ปิดออเดอร์ Sell
- หากสังเกตเมื่อตอนตั้งค่า Parabolic SAR จะเห็น เมนู Step และ Maximum มันคือ…
- Step: เหมือนเป็นความเร็วที่จุดจะขยับตามกราฟแท่งเทียน ยิ่งตั้งสูง = จุด SAR จะขยับเร็ว = ตอบสนองเร็วต่อราคาที่เปลี่ยนแปลง
- Maximum: เหมือนเป็นความเร็วสูงสุดที่จุดจะขยับตามได้ ป้องกันจุด SAR ไม่ให้วิ่งตามราคาจนสลับสัญญาณถี่เกินไป
- Parabolic Sar เทรดเดอร์ต้องระวัง! ถ้าในตลาด Sideway จุดจะสลับขึ้น-ลงไปมาเร็วเกินไป !

วิดีโออินดิเคเตอร์เพิ่มเติม ADX
ในบทความยังไม่ได้พูดถึง Trend Indicators อีกตัวหนึ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่อยากให้ผู้อ่านได้เห็นภาพหรือวิดีโอจะเข้าใจง่ายกว่าครับ ก็คืออินดี้ที่ชื่อ ADX หรือบางคนเรียก DMI เพราะชื่อจริงมันยาวโคตรเลย Average Directional Movement Index
- Focus นาทีที่ 00:16 ส่วนประกอบของเส้น DMI
- Focus นาทีที่ 00:43 การตีความสัญญาณ
- Focus นาทีที่ 02:05 การตั้งค่า DMI
- Focus นาทีที่ 04:29 กลยุทธ์การใช้ Trend Exhaustion Threshold
สรุป
สำหรับเทรดเดอร์สาย Trend Following ก็จำเป็นอย่างยิงและขาดไม่ได้เลยที่จะต้องใช้งาน Trend Indicators ทั้งหลายที่ได้กล่าวไปในบทความ แต่ละตัวก็ให้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันไป แต่มันก็ล้วนคำนวณจากระดับราคาของแท่งเทียนทั้งนั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลไปว่าตัวไหนจะดีกว่ากัน เอาเป็นว่าเข้าใจตัวไหนที่สุดก็เลือกใช้ตัวนั้นได้เลยครับ
สุดท้ายนี้ก็หวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ ในบทความนี้จะช่วยให้เทรดเดอร์หลายคนได้ต่อยอดความรู้สร้างผลกำไรอย่างยั่งยืนให้พอร์ตนะครับ
ทีมงาน: thaiforexbroker.com

