ทฤษฎี Elliot Wave

0
171

ทฤษฎี Elliot Wave

บทความตอนนี้ ขอนำเสนอ แนว ๆ วิชาการบ้างครับ เทรดเอร์  forex  ถ้าบอกว่าไม่รู้จัก  ทฤษฎี Elliot Wave นี่ก็ ไม่รู้ .. จะยังงัยแล้ว..  มาฟื้นความรู้กันนะครับ

หลักการคร่าวๆของ Elliot Wave กล่าวว่า วงจรของตลาดจะเกิดขึ้นซ้ำๆกัน อันเนื่องมาจาก อารมณ์ของนักลงทุนในตลาด ซึ่ง พฤติกรรมเหล่านี้ ได้ส่งผลออกมาในรูปแบบของกราฟ ในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่เสมอดังจะเห็นได้จากกราฟ มี Pattern ต่างๆ ซ้ำๆ กัน เขาเรียก มันว่าการ สวิงขึ้น ลงของราคา โดยใน ขาขึ้น นั้นเรียกว่า “Impulse” และ ในทิศทางขาลงเรียกว่า “Correction” และ ดังนั้นเราจึงใช้ ทฤษฎีนี้ มาทำนายทิศทางของกราฟ ได้ 

         Elliot Wave ประกอบด้วยคลื่น ในทิศทางขาขึ้น Impulse 5 ลูก คือ 1-2-3-4-5 และ ในทิศทางขาลง Corrextion 3 ลูก คือ A-B-C จากรูปข้างล่างนี้ ขอให้ เทรดเดอร์ จดจำรูปแบบของกราฟ Elliot Wave ไว้ให้ดีๆ ครับ เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในการทำกำไรในตลาด Forex หรือ ว่าตลาดใดๆในโลกที่ มีมนุษย์เป็นผู้กำหนดทิศทางของราคา ไม่ว่า ตลาด Forex, ตลาดหุ้นใดๆ ในโลก หรือ ตลาด TFEX สามารถใช้ ทฤษฎีนี้ประกอบการตัดสินใจในการเทรดที่ได้ประสิทธิภาพในระดับหนึ่งครับ  เอาล่ะมาเริ่มเรียนรู้ Elliot Wave กันเลยครับ

ทีนี้มาดูวิธีการหาคลื่น ใน ไสตล์ ของ ผมต่อ เลย ครับ ขอบอกก่อน ว่า เทคนิคของใครแต่ละคนนั้น จะแตกต่างกันไป ดังนั้น เทคนิคที่เขียน ขึ้นมานี้ เป็น วิธีการหา คลื่น Elliot Wave ในแบบ ของผมเอง ซึ่งก็พอใช้ได้ อาจจะคลาดเคลื่อนจาก ทฤษฎีเล็กน้อยแต่เพื่อความเข้าใจง่ายดังนั้นจะขออธิบายตามที่ ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันนะครับ 
Wave 1.คลื่นลูกแรก มักจะเกิดจากการ กลับตัวในช่วงขาลง หรือ หมดจาก Correction แล้ว พอเริ่มเกิดคลื่นลูกที่ 1 เราจะยังคงไม่สังเกตเห็นได้ง่ายหรอกครับเพราะบางมีอาจมองมันเป็นเพียงแค่การ รีบาวด์ของขาลงเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ เองเป็นจุดที่ราคาของกราฟเริ่มปรับฐานครับ ทีนี้ เราจะทราบ เมื่อ เกิด คลื่น ลูกที่ 2 
Wave 2. เมื่อเกิดคลื่นลูกแรกแล้ว คลื่นลูกที่ 2 คือ การปรับ ฐานของขาขึ้นครับเกิดจากแรงเทขายของนักลงทุนที่รูปสึกว่ากราฟนั้นได้ขึ้นสูงจนเกินไปจากทิศทางขาลงทำให้เกิดแรงเทขายและทำให้กราฟ ตกลงมาตรงนี้แหละครับ จะเกิดแรงซื้อเข้ามาด้วย ทีนี้จุดส่งเกตง่ายๆ ของคลื่น 2 ก็คือ กราฟจะไม่ลงไป ถึงจุดต่ำสุดของกราฟคลื่น  1  จากนั้นราคา จะดีด ตัวทะลุ High ของเวฟ 1 ขึ้นไป ทำเวฟ 3 ครับ 
Wave 3 เป็นคลื่นที่สังเกตง่ายที่สุดครับ วิธีการสังเกตก็คือ จะเป็นคลื่นที่ยาวที่สุดในทิศทางขาขึ้นเมื่อเกิดคลื่นลูกที่ 3 แล้ว จะเป็นการยืนยัน ทั้งเวฟ 1 เวฟ 2 และ สามารถกำหนดเป้าหมายคร่าวๆ ของ เวฟ 4 และ เวฟ 5 ได้ ดังนั้นเวฟ 3 จึงเป็นเวฟที่ สำคัญที่ สุดในการบ่งบอกทิศทางของกราฟ ต่อไป ในด้านจิตวิทยา บรรดานักลงทุนทั้งหลายต่างเกิดความมั่นใจว่ากราฟ จะขึ้นไปมากกว่านีจึงเริ่มเข้ามาซื้อกันแต่ นักลงทุนที่เข้ามาตั้งแต่ เวฟ 1 และ 2 จะเริ่มเทขายเพื่อทำกำไรดังนั้นกราฟจะเริ่มตกจากจุดสูงสุดของเวฟ 3  และจะต่อเนื่องไปเป็นเวฟ 4
Wave 4 เกิดหลังจากเวฟ 3 โดยเกิดจากการที่ มีแรงเทขายในเวฟ 3 เพื่อทำกำไรจากนั้นก็จะมีนักลงทุนรายย่อย เข้ามาช้อนซื้อราคาที่ตกลงมาและเมื่อยิ่งตกลงมามากเท่าไหร่คนก็ยิ่งนึกว่าของถูก ก็จะยิ่งเกิดแรงซื้อมากขึ้นและเมื่อแรง ซื้อมากกว่าแรงขายแล้วก็จะสิ้นสุดเวฟ 4 โดย มาก เวฟ 4  จะมีความยาวไม่เกิน 50 % ของความยาวของเวฟ 3 ทั้งหมด ครับ และนอกจากนี้ เรา ยังสามารถ นำความยาวของเวฟ 3 ไปกำหนด ความยาวของเวฟ 5 ได้ อีกครับ และเมื่อราคาขึ้นไปเกิดเวฟ 5 นั่นคือเกิดจากแรงซื้อของ เหล่าเม่าน้อยทั้งหลายนั้นแหละครับ 
Wave 5 คือคลื่นแห่งเม่าเกิดจากนักลงทุนรายย่อยเมื่อเห็นราคาของกราฟ ขึ้นมาสูงแล้วก็เปิด Order ตาม จึงทำให้ราคาขึ้นไปเหนือ High ของเวฟ 3 จนเกิดเวฟ 5 ขึ้น โดย ทั่วไปแล้ว ความยาวของเวฟ 5 จาก เวฟ 4 จะมีความยาวไม่เกิน 25 %-50 % ของความยาวทั้งหมดของเวฟ 3 ดังนั้น เรา ก็น่าจะพอมองออกบ้างแล้วนะครับ ว่า เวฟ เขานับกันยังไง เป็นพื้นฐานนะครับ 


 
Wave A คือคลื่นที่ นักลงทุนรายใหญ่เห็นว่าราคานั้นได้ขึ้นมาสูงมากเกินไปแล้ว จะเกิดแรงเทขายเข้ามาทำให้ราคานั้นตกลง โดยมากราคาจะลงมาที่ 25-50 % ของความยาวคลื่นของเวฟ 3 ครับ จากนั้นเมื่อราคาตกแล้วก็จะเกิดแรงซื้อของนักลงทุนที่คิดว่าราคาจะปรับตัวขึ้นไปได้อีก จึงเกิด เป็นเวฟ B ต่อมา
Wave B เกิดจากนักลงทุนเห็นว่าเมื่อราคาตกลงมาจากเวฟ A แล้วราคานั้น ถูกจึง พากันเข้า ซื้อเพื่อเก็บสะสมพอร์ตโดยหวังว่า กราฟจะขึ้นทะลุ High ขึ้นไปอีกแต่แน่นอน ครับ เหนือสุดของเวฟ 5 คือแนวต้าน ก่อนจะถึงแนวต้าน นั้นนักลงทุนกลุ่มใหญ่จะเริ่มเทขายออกมา โดยมาก เวฟ B จะขึ้นไป ประมาณ 75 % ของระยะทางในแนวตั้งจาก 5 ไป เวฟ A 
Wave C นั้นเกิดจากแรงเทขาย ของนักลงทุน รายใหญ่ ตรงนี้จะเป็นจุดที่นักลงทุนอาจขาดทุนมากที่สุดเนื่องจากแรงเทขายตรงจุดนี้จะทำให้ ราคา ดิ่งลงมาอย่างรุนแรงและ สิ่งที่จะสามารถยืนยันการเกิด เวฟ C ได้ ก็คือ เมื่อราคาได้ทะลุ Low ของ เวฟ A ลงมา 


การทำกำไรจาก Elliot Wave มีเทคนิคดังนี้ครับ ลองเอาไปใช้ดูก็ได้นะครับ 
            1.เมื่อราคาตกลงไปทำลักษณะเหมือนคลื่น 2 สามารถตั้ง Pending Order Buy เหนือยอดของคลื่นลูกที่ 1 และ ตั้ง TP ความสูงเท่ากับความยาวทั้งหมดของคลื่นลูกที่ 1 และ ตั้ง SL ที่ Low ของคลื่นลูกที่ 1
            2.เมื่อเกิดคลื่น 3 และเมื่อราคาลดต่ำลงไปเรื่อยๆ เกิน 25 % ของความยาวคลื่น 3 ทั้ง หมด สามารถไล่ราคา Buy ได้อย่างต่อเนื่อง โดย ตั้ง TP ที่เหนือคลื่นลุกที่ 3 ประมาณ 25 % และ SL ที่ เหนือยอดของคลื่น เวฟ 1 

         3.เมื่อมองว่าคลื่นเกิดเวฟ 5 สมบูรณ์ แล้ว ก็ สามารถ Sell ได้ แต่ ตั้ง SL ไว้ เหนือ บนสุดของ เวฟ 5  ในกรณีที่มองผิด
          4. เวฟ B ถึง C เป็นเวฟที่ ทำกำไรและมองง่ายมากที่สุด ยิ่งราคาสูงใกล้ High ของเวฟ 5 เท่าไหร่นั่นหมายถึง การทำกำไรได้มากเท่านั้น   

ลองไปปรับเปลี่ยนดูก็ได้ครับ จริงๆแล้ว ส่วนตัวก็ไม่ค่อยได้ใช้มากนะครับ เพราะว่าต้องคิดหลายชั้น หลัง ๆ มาเน้นใช้ อินดี้ สาย เทรนครับ พบกันใหม่ ตอนต่อไปครับ  

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คอมเมนท์ด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]