Money Management คืออะไร

Money Management เป็นหนึ่งในศาสตร์ของการซื้อขายการเทรดในตลาดการเงิน ตามหลักการของการเทรดแล้ว องค์ประกอบที่สำคัญคือ เรื่องของวิธีการ Method เรื่องของการจัดการการเงิน หรือ Money Management และ เรื่องของการจัดการจิตใจ หรือ Mind เป็นกระบวนการที่เรียกว่า 3 M สำหรับ Money Management ถือเป็น 1 ในกระบวนการที่ว่ามา

Money Managementนั้นเกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงและความไม่แน่นอนของผลของการเทรด เนื่องจากการทำนายอนาคตให้แม่นยำ 100 % นั้นทำไม่ได้ จึงทำให้กระบวนการที่ทำได้จริง ๆ นั้นมีเพียง จัดการความเสี่ยงที่เรามี โจทย์ของการจัดการการเงินหลัก ๆ คือ เวลากำไรทำอย่างไรให้เงินในพอร์ทนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่สูง ขณะที่เวลาเงินในพอร์ทลดลงนั้นจะลดลงในอัตราส่วนที่น้อยซึ่งนี่เป็นหลักการพื้นฐานของการจัดการการเงิน

ความเป็นจริง

ในความเป็นจริง การเทรด Forex นั้นแตกต่างกับความปรารถนา เนื่องจากว่า ยิ่งเราขาดทุน เรายิ่งจะต้องทำกำไรในสัดส่วนที่มากกว่าขาดทุนไป ถึงจะทำให้เงินเรากลับมาเท่าเดิม ด้วยเหตุนี้มันจึงต้องขาดทุนให้น้อยเพราะว่า กว่าจะไล่ตามเอาคืนมาได้มันยากเย็นเกินไป ลองพิจารณาตารางต่อไปนี้

ภาพแสดงการคำนวนกำไร-ขาดทุน

จากตารางจะเห็นว่า ถ้าเรามีเงินทุน 10,000 บาท และเราขาดทุน 10 % จะทำให้เหลือเงินแค่ 9,000 บาท ซึ่งตอนขาดทุนขาดแค่ 10 % แต่การจะทำให้เงินนั้นเพิ่มกลับมาเป็น 10,000 บาทเหมือนเดิม มันคือ 1,000 บาทจากเงิน 9,000 บาท มันคือ 11 % ไม่ใช่ 10 % อย่างตอนที่ได้ขาดทุน ยิ่งตอนที่ขาดทุน 50 % นี่ไม่ต้องพูดถึง เราต้องทำผลตอบแทนถึง 100 % ของเงินที่เหลือเพียง 5,000 บาท เพื่อจะให้ครบ 10,000 บาท

ดังนั้นนี่เป็นเหตุผลที่การจัดการการเงินมีความสำคัญ อย่างที่ได้กล่าวตั้งแต่ต้นว่า เป้าหมายของมันคือ เวลาขาดทุนให้จำนวนนั้นไม่มากและเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มาก ขณะที่กำไรนั้นให้ได้สัดส่วนที่มาก เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดเหตุการณ์ข้างบน

กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการเงิน

การที่จะควบคุมการจัดการการเงินได้ดีนั้น ตามทฤษฎีนั้นจะเน้นไปที่การจัดการขนาดการเทรด เช่น Volume หรือการจัดการ Lot ถ้าหากการจัดการในหุ้นก็จะเป็นปริมาณหุ้นที่จะต้องซื้อในแต่ละระดับราคา  ขณะที่การจัดการการเงินใน สัญญา Futures นั้นจะต้องใช้จำนวน Contract สัญญาเป็นหลัก และเช่นเดียวกันในกรณีของการเทรด Forex ก็จะเกี่ยวพันกับ Lot ของการส่งคำสั่งเป็นหลัก

การเน้นไปที่ปริมาณนั้น ไม่ได้เน้นการควบคุมจำนวนกำไรขาดทุนเป็นหลัก เป็นการคำนวณการควบคุมกำไรขาดทุนและอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทน หรือ Risk Reward Ratio ให้คงที่ ตัวอย่างเช่น ในการเทรดครั้งหนึ่งเรากำหนดให้กำไรขาดทุนเท่ากับ 10 % ของการเทรด และขาดทุนเท่ากับ 5 % ต่อครั้ง หมายความว่า Risk Reward เท่ากับ 1:2 แต่ในการเทรดครั้งถัดไป ถ้าหากใช้ Lot เท่าเดิม จะทำให้การเทรดนั้นขาดทุนเป็น 10 % ของการเทรด ก็จะต้องทำการลด Lot ลงให้เหลือ 5 % ต่อครั้งที่เราทำการตั้งไว้

นั่นเพราะว่า การที่เรากำไรและขาดทุนไม่คงที่ ทำให้ครั้งต่อไปต้องมาเอาคืนนั้นยากมาก และเราไม่รู้ว่าจังหวะไหนบ้างที่เราจะเจ็บหนัก เราจึงต้องคุมให้การเทรดกำไรและขาดทุนนั้นคงที่ทุกครั้ง ขณะที่สิ่งที่ผันแปรคือ Reward ที่ได้อาจจะผันแปรกัน นั่นคือเราจะต้องได้ reward ที่อาจจะไม่ได้ 3 เท่า หรือ 2 เท่าของความเสี่ยงทุกครั้งแต่ความเสี่ยงก็ต้องควบคุมให้ได้ 5 % ทุกครั้ง ซึ่ง การคุมความเสี่ยงนี้มีความสำคัญมาก

กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยง

กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงเพื่อคุมความเสี่ยงนั้น มีหลายประเภท โดยกลยุทธ์ที่เป็นที่รู้จักหลัก ๆ ได้แก่ Fix Lot , Fix Ratio, Fix Range โดยสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

Photo by JESHOOTS.COM on Unsplash

Fix Lot คือ การใช้ Lot คงที่ สมมุติว่าเงินลงทุน 10,000 บาท ใช้ Lot ในการเทรด 1 Lot ต่อครั้ง เมื่อกำไรเพิ่มเป็น 15,000 ก็ยังใช้ Lot เท่ากับ 1 Lot เท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง กรณีแบบนี้ เมื่อเงินทุนเหลือน้อยก็อาจจะทำให้การขาดทุนนั้นปริมาณมหาศาลได้อีก หรือระยะนั้นน้อยลง

กลยุทธ์ Fix Ratio นั่นคือ ใช้ตามสัดส่วนของเงินทุน เช่น คิดเป็น % กล่าวคือ เงิน 10,000 เหรียญใช้ Lot 1 เมื่อเงินเพิ่มเป็น 20,000 จึงเพิ่ม Lot เป็น 2 ขณะที่เมื่อเงินลดลงเหลือ 5,000 เหรียญจะเหลือ Lot ให้เทรดเพียง 0.5 Lot เท่านั้น

กลยุทธ์ Fix Range คือ การกำหนดตาม Range คล้ายคลึงกับการ Fix Ratio แต่ว่า กำหนดระยะของ Balance โดยที่ Balance เพิ่มทุก 1,000 เหรียญอาจจะเพิ่ม Lot 0.1  เป็นต้น

กลยุทธ์ต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นอาจจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกมาก แต่ที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงเบื้องต้นของการใช้ Lot กับการจัดการการเงินเท่านั้น และสิ่งที่สำคัญคือต้องควบคุมจำนวนเงินที่จะเสียนั่นคือหัวใจของมัน และที่สำคัญต้องหัดทำความเข้าใจกับวิธีการอื่น ๆ ต่าง ๆ เพิ่ม ตัวอย่างกลยุทธ์ที่เป็นรู้จักในรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่ Martingale และ Anti-martingale หรือ กลยุทธ์ Kelly Formula ซึ่งแตกต่างและสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

 

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คะแนนที่ได้