เริ่มเทรดฟอเรก อย่างไงดี

เริ่มเทรดฟอเรก อย่างไงดี

เนื่องจากจุดเริ่มต้นจากที่ว่า คำถามที่ว่า เริ่มเทรดฟอเรกอย่างไร จึงจำเป็นต้องเข้าใจตลาดทำงานและองค์ประกอบของตลาดก่อนโดยภาพรวมแบบง่ายๆก่อน

ตอนนี้เรื่อง ฟอเรก อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เกินไป และกำลังเห็นที่นิยมกันในการสร้างโอกาสรายได้ สาหรับคนยุคใหม่ๆ บ้านเราจากที่เทรดกันแต่วงการแคบๆ เดียวนี้มากขึ้นตามกระแสโลกาภิวัฒน์ เพราะประเทศแถวเพื่อนบ้านเรา เริ่มมี โบรกเกอร์ท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญเงื่อนไขในการเข้าตลาดฟอเรก หรือเทรดเองไม่ได้ลงทุนอะไรเยอะแยะ หรือมีขั้นตอนยุ่งยากอะไร แค่เปิด บัญชีเทรดกับโบรก ฝากเงินเข้าไปตั้งแต่ 1 ดอล แถมบางโบรกให้โบนัสฟรีที่เปิด บช จริงกับเขาเลย ท่านสามารถสัมผัสและเรียนรู้ว่า ตลาดเป็นอย่างไร ทำเงิน และเสียอย่างไรในตลาดนี้  โบรกเกอร์มีเยอะและตั้งเป้ากลุ่มลูกค้าต่างกันไป เลยทำให้มีโบรกหลายระดับให้เราเลือก และเสนอประเภท บัญชีเทรด เงื่อนไขต่างกันออกไป.

ความรู้และเข้าใจตลาดจึงเป็นเรื่องจำป็นก่อนที่จะเทรด  ฟอเรก – Forex หรือ Forex Exchange – เป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้คนสามารถเทรดด้วยการทำกำไรจากการขึ้น-ลงของราคา ก็จะมีสินค้าหรือโปรดักต่างๆ ให้เทรด การขึ้น-ลงของราคานั้นมาจากหลายปัจจัย แต่ที่เราจะกล่าวในที่นี้คือ เริ่มเทรดฟอเรกอย่างไร โดยย่อแบบภาษาง่ายๆ ก่อน รายละเอียดส่วนอื่นๆค่อยจะตามมาเป็นตอนๆ ไป

องค์ประกอบหลักๆ มี 1. ตลาดเรียกว่า Exchange ในที่นี้คือ Forex  2. โปรดักต่างๆให้เราเทรด โปรดักคือ คู่เงินต่าง ๆ เช่น EURUSD, GBPUSD, USDJPY, AUDUSD  3. เทรดเดอร์ โดยการเทรดในที่นี้เทรดผ่านโปรแกรม Metatrader. เมื่อเข้าใจตลาด เข้าใจเงื่อนไข เข้าใจว่าโปรแกรมทำงานอย่างไร ก็สามารถเริ่มเทรดได้

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ราคาเปลี่ยนแปลงหรือขึ้น-ลงอย่างไรและเพราะอะไร  เทรดเดอร์คือองค์ประกอบหนึ่ง เมื่อเทรดเดอร์จะเทรด ก็จะมีการกำหนดว่าจะเทรดเท่าไร  อย่างในฟอเรก จำนวนที่เราเทรด เรียกเป็น lot เช่น เริ่มแต่ ล็อต 0.01 เท่ากับ 10 ดอลลาร์ (ข้อกำหนดล็อตขึ้นตามเงื่อนไขของโบรก) ส่วนมากก็ไม่แตกต่างกัน  เช่น 0.10 ก็เป็นการเปิดออเดอร์ 100 ดอลเพื่อการคาดการณ์ผลกำไร กำไรหรือขาดทุนขึ้นกับว่าเราคาดการณ์ว่าราคาจะไปทางไหน เช่น ราคาปัจจุบันของ EURUSD ที่ 1.13500 และเราคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นไปที่ 1.14000 เราจึงเปิดออร์เดอร์ Buy โดยเราอาจตั้ง Take Profit หรือคำสั่งปิดเองเมื่อราคาถึงจุดราคาเริ่มได้กำไร แต่ถ้าราคาลงไป ที่ 1.13500 คือราคาวิ่งสวนกับการคาดการณ์ของเรา – สรุปง่ายๆ คือถ้าราคาไปทางที่มากกว่าราคาที่เราเปิดออร์เดอร์ก็กำไร ถ้าราคาวิ่งต่ำกว่าราคาที่เปิดก็ขาดทุน กำไรหรือการสูญเสียมากน้อยก็แล้วแต่ระยะห่างจากจุดที่เราเข้าหรือเปิดออเดอร์และจำนวนออเดอร์ที่เราเทรด  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร สิ่งที่ยากและท้าทายสำหรับการเทรดคือเราจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้อย่างไรว่าราคาจะวิ่งไปในทางที่เราวิเคราะห์

ถ้าเราอ่านราคาจากชาร์ต ด้วยความเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไรและราคาขึ้น-ลงอย่างไร เราจะเริ่มมองหาโอกาสเข้าเทรดที่มีความเป็นไปได้สูงขึ้น  จากที่กล่าวมา เทรดเดอร์คือองค์ประกอบหนึ่งของตลาด เริ่มต้นด้วยเทรดเดอร์พร้อมจำนวนออเดอร์ที่จะเทรดเพื่อเข้าตลาด และการจัดการออเดอร์

ในโปรแกรม Metrader 4 จะมีออเดอร์ดังนี้ Market Orders, Pending Orders (ประกอบด้วย Buy Limit, Buy Stop, Sell Limit, Sell Stop), Stop Loss และ Take Profit. ราคาจะขึ้นลงการเปิดออเดอร์เทรดราคานั้นๆ ที่ออเดอร์ฝั่งตรงข้ามไม่พอ ราคาก็จะวิ่งไปหาราคาที่มีให้จำนวนออเดอร์ตรงข้ามให้จับคู่ในตลาด (liquidity) การเคลื่อนขึ้น-ลง เป็นผลการหาออเดอร์ตรงข้ามเพื่อจับคู่ หรือ match-and-fill ระหว่าง Market Orders และ Pending Orders ในตลาด ตามจำนวนออเดอร์ที่ราคานั้นๆ  เช่น เราเปิดบาย EURUSD ที่ 1.14000 ที่ 10 ออเดอร์ๆ ละ 0.10 ล็อต ถ้าจะเราจะได้ราคาเปิดที่ 1.14000 ต้องมีออเดอรที่เป็นฝั่งตรงข้าม คือ sell orders จำนวนเท่ากันที่ราคาเดียวกัน ถ้ามีคนอื่นอยากเทรดแบบเดียวกันกับเราที่ตำแหน่งราคาเดียวกัน หรือใกล้ๆกัน อาจจำนวนเท่ากันหรือมากกว่า หรือยิ่งเป็นขาใหญ่อีก จำนวนออเดอร์ยิ่งมาก นั้นหมายความว่ามีแต่ Buy market orders เป็นหลัก ถ้าราคา ฝั่งตรงข้าม Sell orders ที่ราคานั้นๆ ไม่พอจำนวน Market Ordes ฝั่งที่เราเปิดก็จะวิ่งขึ้นไป หา Sell Orders ที่ราคาสูงขึ้นไปอีก ผลก็คือทำให้ราคาขึ้น เทรดเดอร์ที่บายที่ราคาเริ่มแรก (ส่วนมากก็จะเป็นขาใหญ่) ก็จะเริ่มกำไร เพราะราคาขึ้นไปทางที่พวกเขาคาดการณ์ และราคาก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าถึงที่ๆ มี Sell orders มากพอสำหรับ Buy Market Orders –  ตรงนี้สรุปง่ายๆ คือ ราคาขึ้น-ลง เป็นผลของจำนวนออเดอรฝ่าย Sell และ Buy ข้างไหนมากกว่าราคาก็จะดันไปเรื่อยๆ  จุดๆ นี้เองทำให้เกิดหลักการมองและเทรดแนวแบบ Technical Analysis ต่างๆ เช่น การเทรดแนว Supply/Demand

 

หลังจากเปิดออเดอร์ไปในตลาด ออเดอร์ที่เปิดเทรดก็จะอยู่ในตลาด จาก Market Orders ตอนที่เราเปิดเพื่อเข้าตลาดกลายเป็น Long/Short Positions หรือ Open Buy/Sell Orders เช่น ถ้าตำหน่งที่เปิดเป็น Open Buy orders หรือเรียก Long Positions ถ้าราคาปัจจุบันมากกว่า Positions พวกนี้ก็จะกำไร หรือ In the Money/In Profit ถ้าราคาปัจจุบันต่ำกว่า Positions ก็จะติดลบ หรือ Out of the Money/In Loss จุดที่เราให้ความสำคัญตรงนี้ คือ การจัดการออเดอร์ เพราะการจัดการออเดอร์ทำให้เกิด Market Orders อีกรอบ เช่น การที่เราปิดกำไร ปิดเสีย ตั้ง Take Profit หรือ Stop Loss ล้วนต้องการออเดอร์ที่ตรงข้ามกับที่เราเปิดค่อยทำได้ และเพราะการจัดการออเดอร์พวกนี้ ต้องจัดการด้วยออเดอร์ฝั่งตรงข้ามที่เราเปิด เช่น ถ้าปิด Long Position ที่กำไร คำสั่งปิด ก็จะเป็น Sell Orders ถ้าจำนวนเยอะก็หมายถึงออเดอร์ตรงข้ามเยอะ ถ้าพื้นที่นั้นเทรดเดอร์คนอื่นๆ (โดยเฉพาะขาใหญ่) ทำเหมือนกัน จำนวนก็ยิ่งเยอะ ก็จะทำให้การเคลื่อนราคาขึ้น-ลงเปลี่ยนเร็วและแรงขึ้น

จุดเลข 1 เป็นจุดที่มีแต่ buy market orders มากและต่อเนื่อง ราคาฝั่งตรงข้ามไม่พอ ราคาดันไปเรื่อยๆ จนถึง เลข 2 ที่ราคาหยุด เพราะ buy market orders ไม่มากพอที่จะเกิน sell orders หรือเพราะคนที่เปิด buy orders ตรงพื้นที่เลข 1 เริ่มปิดกำไร คำสั่งปิดพวกนี้ ก็เป็น Sell orders ทำให้ Sell orders มากพอที่ buy market orders การไม่ไปต่อของราคาทำให้เทรดเดอร์ที่รอจะเข้าตลาดจะ buy ต่อเกิดลังเล หรือรอโอกาสใหม่อีกรอบ เลยทำให้ ความต่อเนื่อง buy orders ลดลง นี้เป็นตัวอย่างของการทำงานและราคาขึ้นลงของตลาด จุดที่จะเขียนต่อไปจะเป็นเรื่อง เราจะหาจุดเข้า-ออกเทรดพวกนี้อย่างไร จากความเข้าใจตลาด และการทำงานของออเดอร์

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ดาวน์โจน โดนเท

ดาวน์โจน โดนเท

ช่วงใกล้จะสิ้นปี นี้ มีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับ ค่าเงิน  USD และตลาดหุ้นของสหรัฐ ประมาณว่า  government shutdown หรือการ ขู่ของ ทรัมป์เกี่ยวกับ การสร้างกำแพงกั้นเม็กซิโก  ป่วน ตัวอย่างจาก สำนักข่าว  AP  รายงาน สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐจะกลับมาประชุมเต็มรูปแบบอีกครั้ง ในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ เพื่อลงมติร่างงบประมาณระยะสั้นให้หน่วยงานของ รัฐบาลกลางสหรัฐ จึงส่งผลให้หน่วยงานบางส่วนคาดว่าจะต้องเผชิญภาวะชัตดาวน์ หรือต้องปิดทำการลง…….

“  ข่าวขนาดนี้ ไม่เหลือครับ ดัชนีดาวน์โจน โดนเท  ซะเล๊ะ หลุด  21000   แทบจะในวันนั้นเลย หุ้นชั้นนำ ประมาณ AMAZON ,  APPLE , FACEBOOK , Microsoft , Starbuck , AIG  และอีก หลาย ๆ ตัว พร้อมใจกันดิ่ง ทะลุแกนโลก  ตัวอย่าง APPLE  ร่วงจาก 17X.XX  ไป  13X.XX  เกือบ 23 %  , Alibaba  ดิ่งจาก 16X.XX มาแตะ 13X.XX  เกือบ 20 %  อีกตัว ละกัน Exxon mobill เล่นดิ่งจาก  81.XX  มาเล๊ะเท๊ะ ที่ 60.XX  ช่วงนี้ เหมือนเป็นฝันร้ายของหุ้น น้ำมัน    (บ้านเราก็  PTT  จะหลุด 45  แล้วมั๊ง )

สาเหตุที่ ทำให้ ดัชนี ดาวน์โจน โดนเทกระจาด ดิ่งระเนระนาด  กำแพง  กำแพง  กำแพง

และจะ  Shutdown Goverment   จะ  Shut  ยาว ยาว …  

แล้วมาดู ครับ   ดาว ดิ่ง ต่อเนื่อง  ทะลุแกนโลก

ลงยาว กว่า 12  วัน แล้วพึ่งจะเด้งขึ้น แต่ก็ยัง คาดการณ์อะไรไม่ได้  ต้องรอดูหลังปีใหม่

ทีนี้มาดูหุ้น ยักษ์ใหญ่ กัน  ตัวแรก  บริษัท  Apple กลุ่มเกษตร พืชผล  เอ๊ย  เทคโนโลยี่  เหมือนจะเป็นขาลง ค่อย ๆลง  ลง  ไม่มีเด้งเลย

ในภาพ เริ่มดิ่งตั้งแต่ราคา 220.XX $  ดิ่ง ยาว .. มาที่ 15X.XX $   คร่าว ๆ  70 $   ถ้า เทรด กะ  Fxpro  บัญชี  STD  lots 10.00  ขั้นต่ำ  ลบ ราว ๆ -700 $   โอ๊ว…  เครียดนะเนี่ย  ยัง ยังมีอีกตัว  Alibaba  ของพี่ หม่า ..  มาชมดูกราฟกันเลย ตามภาพข้างล่าง

ดิ่ง สิครับ รอไร  พี่ดาว เล่น ตกเล๊ะเท๊ะ ระเนระนาดซะขนาดนี้  นี่ก็ค่อย ๆ ซึม ลงมา ตั้งแต่ราคา  20X.XX  ไหลลง สลับเด้ง แต่เป็น ขาลง ส่วนผู้ถือหุ้นก็ ขาขึ้น ( ก่ายหน้าผาก )  รอบล่าสุด กลับขึ้นไปตั้งหลักที่ 168.XX จากนั้น เจอ  Government  Shutdown ร่วงแรง มาที่ 137.XX $  นี่ก็ เล๊ะ มาดูกลุ่มพลังงาน กันบ้าง  ตามเทรน  ราคาน้ำมันดิ่ง หลุด  50 $  ต่อ บาเรน

หุ้น Exxon mobil  บริษัทน้ำมัน ดูกราฟแล้ว สยองครับ  ระดับของการดิ่งแบ่งเป็น สองขยัก .. 

ขยักแรก เริ่ม ที่ราคา 86.65  เทลงมาที่ราคา 77.XX  แล้ว เด้งขึ้นมา ที่ 82.XX  แล้วโดนทุบอีก ลงมาคืน รอบนี้ ดิ่ง นรกเลย ลงยาว ชนิดแบบ จะกู่กลับชาติไหน ละเนี่ย   เอาละ มาดูหุ้นดังอีกตัว  starbuck

ลงเหมือนกัน แต่ไม่หนัก  พอ รับ ได้ เหมือน ๆ จะยังมีอนาคตดี พร้อมกลับตัว  พร้อมเด้งได้หาก พ้นภาวะ  Government Shutdown  เฝ้าดี ดี ละกัน  มาดูตัวสุดท้ายกันครับ  พี่ มาร์ค   Facebook

ตอนนี้ ก็ ค่อนข้าง แย่ ไหล ลง ไหล ซึม ๆ  ตั้งแต่ 215.XX  ลงมาที่ 133.XX เล๊ะเท๊ะเลย หล่น เหยียบ -40 %  ถ้า  Cut  ไม่ทันเนี่ย  ปวดตับเลย 

จังหวะแบบนี้แหละครับ ที่ บรรดา เทพ  , เซียน  ทั้งหลายที่จะเข้าช้อน เก็บ สะสม  ส่วน บรรดา เม่า  แมลงสาป อย่าง เรา ๆ ก็ นั่งมองเงินตัวเองละลาย หายไป  จากนั้น เมื่อ ดาวโจนส์ลง ได้ ก็ต้องมีเด้งได้เหมือนกัน ตามภาพข้างล่าง

จะเด้งมาล่อเม่า หรือเปล่า ก็ไม่รู้  เลยลองจัด เดโม เดินตาม เทพ  ตามเซียน ซ้อมฝืมือซะหน่อย   ด้วย MT5 ของ  XM 

จัดไปตามหุ้นพิมพ์นิยม  Facebook , Alibaba , Apple  และ Pending Exxon Mobil ไว้ ไม้ละ  1.0 lots แต่ลงไม่ถึง  ผ่ามาแค่สองวัน ครับ เจอจังหวะ รีบาวน์ ( แนว ๆ เด้งล่อเม่า หรือเปล่าก็ไม่รู้ ) Apple บวกมา  37 $  , Alibaba บวกมา 57 $ กำไร เกือบ 100 $  แต่ว่า จังหวะแบบนี้ก็หาไม่ง่าย นะ ครับ  ถ้าเราหาจังหวะแบบนี้เจอ  จัดให้พอสมควรเลยครับ …   เอาเป็นว่า พบกันใหม่ ครับ ตอนต่อไป  

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

CLOSE SYSTEM

CLOSE SYSTEM

         หลังจากได้ดู Clip  ระบบ  Close System ซึ่งคุณต้าน แห่ง  Mudley Group  เป็นเจ้าของระบบแล้วทำให้เกิดแนวคิดจะนำเอาระบบนี้มาเทรดร่วมกับ  EA  แล้ววางพอร์ตไว้ในระยะยาวอาจจะ  3-6 เดือน เป้าหมาย วางไว้  เดือนละ 8-15 %  คู่เงินที่นำมาใช้ จะเน้น ที่ ต่ำกว่า 0.9999   เช่น  EUR/GBP , USD/CHF , AUD/USD , NZD/USD , AUD/CHF , AUD/JPY , NZD/JPY , CAD/JPY

         ก่อนอื่นขอนำเสนอหลักการของระบบนี้แบบรวบรัด ก่อน อ้างอิงจาก  http://value-visions.blogspot.com/search/label/Forex

ที่เข้าใจก็คือ Close System เป็นเหมือนฐานทัพ เป็น Base ของกองทุน หรือ Firm ต่างๆในโลก ที่เห็นเค้าเทรดๆๆ Day Trade หรือ Scalping ต่างๆ นั้นเค้าเทรดบนกำไร หรือ CF จาก Close system ทั้งนั้น ไม่มีหรอกที่จะให้มาเทรดบนเงินทุน
การบริหาร Port ก็จะแบ่งเป็น 2 step
1. ทำ Close System ( บริหารเงินทุนเริ่มต้น)
2. เอา CF ไปต่อยอด (ทำ Day Trade)
แต่จากข้อ 2. ก็จะแยกไปอีก 2. ข้อ คือ
2.1 แบ่ง CF จาก Day Trade ที่ได้มาเล่น HFT (หรือ Scalping)
2.2 แบ่ง CF อีกส่วนนึงมาเล่นกับ Trend (กินยาวๆ)

ทีนี้มาถึงการทำ Close System
แต่ก่อนจะเข้า close system ต้องมี mindset ก่อน คือ วินัยสำคัญที่สุด สำคัญกว่าการถูกผิด แม้จะยิงถูกทางได้กำไร แต่ถ้าผิดวินัยก็ต้องถูกลงโทษ
Close System = ระบบปิด เป็นระบบที่ไม่ต้องเติมเงินเข้า port แล้วก็ต้องไม่ตาย (ไม่ล้างพอร์ต)
ซึ่งก็ทำได้โดยการที่เราต้องคำนวณ Buffer ของกระสุนแต่ละนัดของ close system ว่า จะใช้ทุนรองรับเท่าไหร่
เช่น เรามีทุน $3,000 เราอยากเทรด ทอง กระสุน นัดละ 0.01 lot จะกำหนดได้กี่นัด ก็มาคำนวณ
สมมติ ให้ worse case ทอง อาจจะลบไปมากสุดที่ $800 (กรณีเทรดฝั่ง Long) ก็เตรียมไว้เผื่อโดนลาก $500 / 0.01 lot
เราก็จะมีกระสุน $3,000 / $500 = 6 นัด ( 0.01 x 6 )
ถ้าคิดจะเสี่ยงขึ้นมาหน่อยก็ลด buffer ลงจาก $500 ต่อนัด อาจจะเหลือ $400 , $300 ก็ได้ เงิน $3,000 ก็จะมีกระสุนเยอะขึ้นแลกกับความเสี่ยงที่มากขึ้น (อยู่ที่เราออกแบบ)  ถ้าเราวางระบบไว้แบบนี้ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้อง Cut Loss

Close System ทำขึ้นมาเพื่อ
1. สร้าง Cash Flow  ได้สม่ำเสมอ
2. เป็น Passive Income ให้ port
3. อยู่รอดในตลาดในนานๆๆๆๆๆ
จากนั้นก็จะเป็นระบบเทรดของ Close System

1. Direction Bias ฝึก Focus ทีละทิศทาง มีตัวกำหนดว่าตอนนี้เราจะเล่น Bias ทางไหน แล้วเมื่อไหร่จะเปลี่ยนทางเล่น ในตัวอย่างใช้ ถ้า Price ยืนเหนือ Moving ก็ให้เล่นฝั่ง Long ถ้าอยู่ต่ำก็เล่น Short Bias โดยจะเป็นการเล่นหน้าเดียวตาม Bias หลักที่เรา set ไว้
เอาง่ายๆคือ กำหนด Bias หลักจาก TF ใหญ่ๆ เพราะ กราฟ TF ใหญ่ๆ เช่น TF Day  ซึ่ง Trend มันเปลี่ยนช้า ว่าตอนนี้เรามองทางไหน เช่นถ้าเรามองทาง Long Bias เราก็เลือกจิ้มเลยว่าจุดไหน จังหวะไหนเราจะ Long บ้าง  ทีนี้ก็จะต่อมาที่ข้อ 2

2. ระบบ ลดต้นทุน
สมมุติเราเลือกเล่นทาง Long
Long คู่ AUDJPY ที่ 94 แล้วไปปิดที่ 95 การลดต้นทุน คือ การรับคืนให้ถูกกว่าที่ปิดตะกี้ จะรับคืนก็ต่อเมื่อมันลงมาต่ำกว่า 95 พอมันลงมาต่ำกว่า 95 ก็จะเลือกจิ้มแบบข้อ 1 ว่าเราจะเข้าตรงไหน ยังไง ตามใจเรา
แต่ถ้ามันไม่ลงมา กระสุนนัดนั้นก็จะไม่สามารถเอามาซื้อได้
เช่นสมมุติเราตั้งใจจะเทรด คู่ AUDJPY 5 bullet นัดละ 0.01 lot
หากเราปิดที่ 95 แล้วมันไปต่อ เราใช้นัด 1 ไปแล้ว โดน lock ที่ราคา 95 หากราคาเหนือ 95 ขึ้นมาเราก็ไม่สามารถเอานัด 1 มาไล่ราคาได้
ต้องงัดนัด 2 ออกมาใช้
แล้วหากนัด 2 ปิดแล้วไปต่อ นัด 2 ก็ โดน Lock จะซื้อโซนสูงๆ ก็ต้องงัดนัด 3
ถ้าวางโซนไม่ดี กระสุนก็หมดนะจ๊ะ อิอิถ้าเราไม่เอากระสุนไล่ราคา กระสุนของเราก็จะมีต้นทุนลดลงเรื่อยๆๆ อันนี้คือระบบลดต้นทุนครับ

3. แบ่งโซน
แบ่งโซนด้วย ATR Day นับจากราคาที่เข้า position
เช่น ทอง เราเข้า Long ที่ 1305 ATR Day วันนี้อยู่ที่ 15 หากมันร่วงลงมา เราจะเข้าได้ก็ต่อเมื่อมันลงไปต่ำกว่า 1290 เท่านั้น ( 1305 – 15 ) นั่นคือ safety factor ของเรามันเป็นการป้องกันไม่ให้เราเข้าถี่เกินไป เพราะเวลาเราเทรดแล้วติดดอย เราจะเกิดการอยากเอาชนะ ยิ่งลงยิ่งอัด ยิ่งลงยิ่งถัว ระยะ ATR ตรงนี้จะเป็นตัวช่วยเราไม่ให้เรายิงถี่ ติดดอยแบบซ้ำโซน

4. เลือก Product
ทำไมต้องเลือก Forex ก็เพราะว่า Forex มันแกว่งในกรอบจำกัด ยกตัวอย่างเช่น USDTHB มันแกว่งกรอบ 25-50 มากี่ปีแล้วไม่เคยหลุดเลยแต่ที่เรารู้สึกว่า Forex มันโหด เพราะเราเล่นมันอยู่บน Leverage ที่สูง 1:500 อะไรงี้ เราเลยรู้สึกว่ามันโหดอีกข้อก็คือ สภาพคล่องมันสูง และ ความผันผวนเยอะด้วย market model ดักกินตังค์ได้ง่ายดี 555 อันนี้เติมเองนะ อิอิพอเราวางระบบ close system แล้วเทรดก็จะมี CF เรื่อยๆ ก็นำไปต่อยอดในระบบ Day Trade ต่อครับ

ระบบไม่ได้ถูกต้องเสมอ แต่มันช่วยให้ไม่ตาย อยู่รอดในตลาดได้

มาเข้าการทดลองของ  Forex พอร์ตที่จะใช้ เทรด ใช้ บัญชี  Cent   ของ  EXNESS ,  FBS  และ  Micro ของ XM  ทุนเริ่มต้น อยู่ในช่วง  600 $ – 700 $  อาจจะไม่เต็มจำนวนของระบบ   Close System ใน  Forex   ราคาต่ำสุดของคู่เงินอยู่ที่  0.0000  ถึงจะล้างพอร์ตและ เทรดใน ขา  Long Only   ขอใช้คู่  AUD/CHF  และ  NZD/USD ส่วนคู่อื่น ๆ ไว้โอกาสต่อไป

กราฟเดือน

คู่ AUD/CHF  กราฟเดือน ราคาขณะที่เขียนบทความอยู่ที่  0.73586 แนวรับอยู่ที่ 0.66835  เดี๋ยวเราย่อยกราฟลงไปที่ระดับ  Week  เพื่อหาแนวรับที่จะสูงขึ้นกว่า กราฟเดือน

กราฟ Weekly

กราฟ Day

กราฟใน  TF   ที่เล็กลง  Week  มีแนวรับเพิ่มขึ้นมา แนวรับที่ 1 => 0.70623  แนวรับที่ 2 ใช้แนวรับของกราฟเดือน  => 0.66835 

มาดูที่กราฟ Day  มีแนวรับเพิ่มขึ้นอีก ที่ => 0.72647    แนวรับที่ 2  ใช้ของกราฟ  Week => 0.70623    ลงไปที่  TF 4 hr ดู

ใน กราฟ 4 hr ราคาได้ทะลุ แนวรับที่ 1  ลงมาแล้ว  รอดูว่าจะลงไปแนวรับที่ 2  ซึ่งเป้นแนวรับของกราฟ  Day  หรือเปล่า

แนวการเทรดของคู่  AUD/CHF

                        ก่อนอื่น คำนวณต้นทุนตามระบบ   ราคา => 0.73586   ทุนที่จะใช้จริง ๆ คือ 735 $  บัญชี  Mini ของ  Exness  จะเปิดได้ 0.01  เพียง 1  ออร์เดอร์  เมื่อราคาลงไปที่ 0.0000  จึงล้างพอร์ต  ในความจริง เป็นไปไม่ได้เลย  ….  บัญชี  Mini  ดูแล้วต้องใช้มือเทรด และต้องเฝ้าเปิด ออร์เดอร์ ตามแนวรับ ค่อนข้างยากในการเทรด

เปลี่ยนมาเป็น บัญชี  Cent ทุน 735 $ => 73 500 usc  เปิด ออร์เดอร์ สูงสุด 1.0 lotเรามาแยกเป็น  0.5 , 0.5  หรือ 0.25,0.25,0.25,0.25  หรือ  0.1 X 10  ถ้าแบ่งออร์เดอร์ออกมาได้แล้ว ก็สามารถใช้  EA  เข้าช่วยเทรดได้ทันที

ใช้  EA  ตัวไหนก็น่าจะได้  แล้วเปิด  Only Long   ถ้าเป็น EA  แนว  Martingel  ก็ตั้งค่าให้ ออร์เดอร์ที่  2,3,4  ให้เท่ากับ ออร์เดอร์ที่ 1  ส่วนการทดลองครั้งนี้ ใช้  My robot Plus  ซึ่งสามารถตั้งค่า ใน ออร์เดอร์ที่ 2,3,4,5 …..  เท่ากับ ออร์เดอร์แรก

ราคาในวันเริ่มต้นการทดลอง    อยู่ที่   0.73586

กราฟเดือน แนวรับที่ 0.62641   แนวรับที่ 2  0.4927  แนวรับที่ 2  คงไม่น่าลงไปถึง เดี๋ยวมาดูที่กราฟระดับ  Week

กราฟ Week  แนวรับที่ 1 => 0.66824   แนวรับที่ 2 ใช้ของ กราฟ เดือน  => 0.62641

กราฟ Day  ราคาผ่านทะลุแนวรับแรกลงมาแล้ว  แนวรับที่ 2  ใช้ของกราฟ  Day ที่ราคา  0.66824  ส่วนกราฟ 4 hr  นั้น ราคาหลุดทุกแนวรับเรียบร้อยแล้ว

แนวการเทรดของคู่  NZD/USD

                       บัญชี  Cent ทุน 680 $ => 68 000  usc  เปิด ออร์เดอร์ สูงสุด 1.0 lot เรามาแยกเป็น  0.5 , 0.5  หรือ 0.25,0.25,0.25,0.25  หรือ  0.1 X 10  ถ้าแบ่งออร์เดอร์ออกมาได้แล้ว ก็สามารถใช้  EA  เข้าช่วยเทรดได้ทันที ใช้  My robot Plus  เหมือน  AUD/CHF

การตั้งค่า  EA    ตามภาพข้างบน เน้น  Long

เริ่มการทดลอง พอร์ต เดโม ทุน  73500  เทรด คู่  AUD/CHF  และทุน 50000 เทรดคู่  NZD/USD  คิดว่า ทุน  50 000  น่าจะเอาอยู่

ทั้ง 2  พอร์ต เปิด ออร์เดอร์  กราฟที่ 1 = 0.1 X 10   ,ส่วน กราฟที่ 2 = 0.11 X 10  จะใช้เมื่อกราฟผิดทางและลงมาลึก

กราฟ Day  ก็ยังใช้ แนวรับของกราฟ  Week    ใช้ทุน   50 000 USD เปิด ออร์เดอร์  กราฟที่ 1 = 0.1 X 12   ,ส่วน กราฟที่ 2 = 0.13 X 10  จะใช้เมื่อกราฟผิดทางและลงมาลึก และจะล้างพอร์ตเมื่อราคาลงไปที่ ราว ๆ 40.xxx  (คงเป็นไปได้ยากมาก) แค่เรา ลดความโลภ  แล้วเจอกันตอนต่อไป ครับ  ..

ทีมงาน thaiforexbroker.com

 

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]