วันนี้เราจะมารู้จักกับระบบเทรดที่เน้นการใช้ Spiking Candles หรือแท่งเทียนที่มีไส้ยาว ในการเข้าเทรดกับโซน Demand/Supply กันครับ เพราะไส้เทียน Spike ที่ไส้ยาวๆ แบบนี้ เทรดเดอร์มักจะเห็นบ่อยๆ ใช่ไหมครับ มันมีความหมายอะไรแฝงอยู่ แล้วมันใช้ในการเทรดให้ดีขึ้นได้ยังไง ลองมาดูกันครับ
Highlight บทคัดย่อ
- Spiking Candles คือแท่งเทียนที่มีไส้ยาว บ่งบอกถึงการปฏิเสธราคา, ความผันผวนและอาจเป็นสัญญาณการกลับตัว โดยเฉพาะในโซน Demand/Supply
- Demand Zones คือบริเวณที่ราคาเคยปรับตัวลงมาแล้วมีแรงซื้อดันขึ้น ในขณะที่ Supply Zones คือบริเวณที่ราคาเคยปรับตัวขึ้นไปแล้วมีแรงขายกดลงมา
- การจับคู่ Spiking Candles กับ Demand/Supply Zones จะเกิดขึ้นเมื่อแท่งเทียน Spike เกิดขึ้น “ในโซน” ซึ่งเป็นสัญญาณคุณภาพที่บ่งบอกถึงความสำคัญของโซนและการมีแรงซื้อ/ขายที่แท้จริง เช่น
- Demand Zone + Bullish Spiking Candle = สัญญาณ Buy
- Supply Zone + Bearish Spiking Candle = สัญญาณ Sell
- การเทรดโดยใช้ Spiking Candles ใน Demand/Supply Zones สามารถทำได้ทั้งแบบ Aggressive (เข้าทันทีที่เกิด Spike) และ Conservative (รอสัญญาณยืนยันเพิ่มเติม) โดยควรพิจารณา Volume ประกอบ
รู้จัก Spiking Candle แบบง่ายๆ
- อย่างที่เกริ่นไปว่า Spiking Candle คือแท่งเทียนที่มีไส้หางยาวๆ ยื่นออกไปจากตัวแท่งเทียน ซึ่งจะยาวผิดปกติ ไม่ว่าจะชี้ไปด้านบนหรือล่างก็ตาม
- ส่วนใหญ่มักจะคิดว่าแท่ง Spike จะชี้ด้านหรือล่างด้านใดด้านหนึ่ง แต่ที่จริงแล้ว Spike ก็นับรวมแท่งที่มีไส้ยาวทั้ง 2 ด้านด้วยนะครับ
- ไส้ยาวๆ แบบนี้มันมีความหมายอะไรแฝงอยู่? คำตอบคือ…
- บ่งบอกการปฏิเสธราคา (Rejection): ราคาพยายามไปในทิศทางนั้นแล้ว แต่ปิดราคาแบบเต็มแท่งเทียนไม่สำเร็จและถูกผลักกลับมา
- ความผันผวน (Volatility): ในช่วงเวลานั้น ตลาดมีความผันผวนสูง ราคาวิ่งขึ้นลงแรงมีแรงซื้อ-ขายสู้กันเยอะ
- โอกาสในการกลับตัว (Potential Reversal): โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิด Spiking Candle ในโซน Demand/Supply อาจเป็นสัญญาณว่าราคาเตรียมจะเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งเราจะมาพูดเรื่องนี้กันต่อครับ

Demand / Supply Zone คืออะไร?
Demand/Supply Zone ถือว่ามีความสำคัญต่อแท่งเทียน Spiking ที่กำลังจะพูดต่อไปนี้เพราะมันคือโซนราคาที่มีการซื้อขายหนาแน่นในอดีตและส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมีนัยสำคัญ มา! เราไปเจอทีละอย่างกันครับ
Demand Zone
- Demand Zone คือบริเวณที่ราคาเคยปรับตัวลงมาแล้วมีแรงซื้อ(Buy) จำนวนมากเข้ามา ทำให้ราคากลับตัวขึ้นไปอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง
- เหมือนกับว่าบริเวณราคานี้มีคนเข้าซื้อเยอะในอดีตเมื่อราคากลับมาที่โซนนี้อีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่จะมีแรงซื้อเข้ามาอีกทำให้ราคาดีดตัวขึ้น
- ทำให้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่นิยมหาจังหวะเข้า Buy ในบริเวณนี้ โดยรอสัญญาณ เช่น แท่งเทียน Spike ที่หางชี้ลงด้านล่าง

Supply Zone
- มาต่อกันที่ Supply Zone มันคือบริเวณที่ราคาเคยปรับตัวขึ้นไปแล้วมีแรงขายจำนวนมากเข้ามา ทำให้ราคากลับตัวลงมาอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งเช่นกัน
- ทำให้เทรดเดอร์หลายคนมองโซนนี้ไว้สำหรับ Sell Order เพราะเชื่อว่าเมื่อราคากลับมาที่โซนนี้อีกครั้งก็มีโอกาสสูงที่จะมีแรงขายเข้ามาอีก ทำให้ราคาปรับตัวลง

จับคู่ Spiking Candle กับ Zone ยังไงให้แม่น
เราพูดถึง Spiking Candle กับโซน Demand/Supply ไปแล้ว ทีนี้เราจะเอาทั้ง 2 อย่างนี้มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อหาจังหวะและเป็นสัญญาณเข้าเทรดได้ด้วยครับ
- หลักการคือเมื่อ Spiking Candle (ทั้งตัวแท่งหรือหาง) เกิดขึ้น “ในโซน Demand/Supply” บ่งบอกถึงสัญญาณคุณภาพที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าบริเวณโซนนั้นมีความสำคัญและมีแรงซื้อ/ขายเข้ามาจริง
- Demand Zone + Bullish Spiking Candle (Spike ไส้ชี้ลงล่าง): เมื่อราคาปรับตัวลงมาถึง Demand Zone และเกิดแท่งเทียนที่มี หางยาวๆ ชี้ลงด้านล่างนี่เป็นสัญญาณ Bullish ที่มีคุณภาพ เพราะหางยาวด้านล่างแสดงถึงการปฏิเสธราคาที่ต่ำกว่าในโซนและแรงซื้อกลับที่แข็งแกร่ง
- Supply Zone + Bearish Spiking Candle (Spike ไส้ชี้ขึ้นบน): เช่นเดียวกันเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปถึง Supply Zone และเกิดแท่งเทียนที่มี หางยาวๆ ชี้ขึ้นด้านบน นี่เป็นสัญญาณ Bearish ที่มีคุณภาพ ด้วยเหตุผลเดียวกัน

ตัวอย่างการเทรด Spiking Candles
เรามาดูตัวอย่างการเทรดโดยใช้ Spiking Candles กับ Supply Zone กันบ้าง ว่ามันช่วยวิเคราะห์เข้าเทรดได้แม่นยำขึ้นจริงหรือไม่
Supply Zone + Bearish Spiking Candle

- อันดับแรกเราต้องระบุโซนให้ได้ก่อนครับ ซึ่งรูปภาพจะเห็นว่าทีมงานวาด Supply Zone ไว้ 2 โซน เพราะมีระดับที่ราคาขึ้นไปแตะและเด้งกลับลงมาอยู่ 2 โซนเด่นๆ
- ต่อมาสังเกตุเห็น Bearish Spiking Candle แท่งเทียนที่มี “ไส้บนยาว” และ Body เล็ก/ปิดต่ำ + อยู่ใน Supply Zone (วงกลมดำ) แบบนี้ก็คือสัญญาณรอ Sell คุณภาพชัดๆ
- แนวทางการเข้าเทรดเลือกได้ 2 แบบดังนี้ครับ
-
- แบบ Aggressive: ก็คือเจอ Spiking Candle ไส้ชี้ขึ้นปุ๊ปก็หาจังหวะเข้า Sell เลยโดยตั้ง Sell Limit บริเวณ High ของตัวแท่ง spike เล็กน้อยก็ได้
- แบบ Conservative: อันนี้เน้นชัวร์แต่ราคามักจะไม่ดีเท่าแบบแรก คือรอสัญญาณอื่นๆ ก่อน เช่น Pin Bar หรือการ Break structure ของราคา โดยเน้นตั้ง Stop Order ดักไว้ล่างกรอบโซน Supply
- ระวัง! หางยาวของ Spiking Candle อาจทะลุ Supply Zone ไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายถ้าราคาปิดกลับเข้ามาในโซนได้ นี่อาจเป็นสัญญาณของ “Fake Breakout“
- ทางที่ดีหากเกิด Spiking Candle ควรจะต้องมี Volume ที่สูงกว่าแท่งเทียนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด จะเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของสัญญาณครับ
- การตั้ง TP และ SP แนะนำว่า SL ตั้ง เหนือไส้ Spike ขึ้นไปเล็กน้อย ส่วน TP สามารถตั้งตามระดับที่สะดวกได้เลยครับ
Demand Zone + Bullish Spiking Candle

- ส่วนการเทรดกับ Demand Zone ก็ใช้หลักการเดียวกันเลยครับ Spiking Candle (ไส้ชี้ลงล่าง) + Demand Zone = สัญญาณ Buy คุณภาพ
- สังเกตวงกลมดำในรูปภาพโซนที่ 2 จะเห็นว่าเกิดแท่งเทียน Spike ถึง 2 แท่ง ที่มีไส้เทียนชีลงล่างเป็นหางยาวและโซนที่ 1 มีแท่งเทียน Spike ที่มีไส้ยาวแบบทั้ง 2ด้าน ในแท่งเดียว
- แสดงถึงโซนนี้เป็นบริเวณที่เกิดการซื้อ/ขายต่อสู้กันค่อนข้างเยอะ การเข้า Buy ควรเน้นแบบ Conservative คือรอยืนยันจากการทะลุกรอบโซนจะชัวร์กว่าครับ
- ซึ่งผลลัพธ์ในครั้งนี้ก็ถือว่า โซนนี้ยังคงเป็นโซน Demand ที่แข็งแกร่งทำให้ราคากลับตัวจาก Downtrend ขึ้นไป Uptrend ได้
วิดีโอเกี่ยวกับ Spiking Candle
ทีมงาน Thai Forex Broker ไปเจอคลิปวิดีโอตัวนี้ที่พูดถึงการเทรด Spiking Candle แบบครบสูตร ซึ่งเนื้อหาในวิดีโอถือว่าน่าสนใจไม่น้อยและคงจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านครับ
- Focus นาทีที่ 00:15 Spike Candle คืออะไร? มีกี่ประเภท
- Focus นาทีที่ 01:01 Breakout Spikes พร้อมวิธีการระบุ Breakout
- Focus นาทีที่ 02:50 อธิบาย Liquidity Spikes
- Focus นาทีที่ 04:01 อธิบายการเทรดพร้อมระบุ Demand/Supply Zone
สรุป
การใช้ Spiking Candles ร่วมกับ Demand/Supply Zones จะมองว่าเป็น Confluence อย่างนึงก็ไม่ผิดนัก ยิ่งถ้า Spiking Candle + Zone ที่เหมาะสมกับมันยิ่งทำให้สัญญาณการเข้าเทรดแม่นยำมากขึ้น แต่เทรดเดอร์ต้องระวังในเรื่องของ Fake Breakout ที่มักจะหลอกเทรดเดอร์ที่ใจร้อนไปติดกับดักอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าไม่มีกลยุทธ์ใดที่รับประกันผลกำไรได้เสมอไป จากประสบการณืส่วนตัวเคยเห็นแท่งเทียน Spike กับราคาไปสวนทางกันก็เคยมีมาแล้ว ดังนั้นการบริหารความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้งจึงต้องมีอยู่ตลอดครับ
ทีมงาน : thaiforexbroker.com

