แท่งเทียน ออเดอร์และ psychology ตอน 1

แท่งเทียน ออเดอร์และ psychology ตอน 1

               หลักการหลักๆ ในการอ่าน price action ก็จะมองผ่านแท่งเทียน candlesticks คือประกอบด้วย ราคาเปิด ราคาสูง ราคาต่ำ และราคาปิด แท่งเทียนเป็นการนำเสนอ trading transactions ที่จบไปแล้วหรือ filled orders มีเรื่องเวลามาประกอบอีกเช่น H1 candlestick – ก็จะบอก trading transaction หรือ filled orders ที่เกิดขึ้นภายใน 1 ชม ก็จะมีราคาเปิด ราคาสูง ราคาต่ำและราคาปิด

               แต่ละแท่งเทียนก็จะประกอบด้วยส่วนย่อยลงไปอีกในการนำเสนอ แต่หลักการเดียวกัน แท่งเทียนที่ย่อยลงไปก็จะแสดงรายละเอียดลงไปของแท่งเทียนที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการเทรดหรือกำหนด trade setup แล้วแต่เทรดเดอร์กำหนดแท่งเทียนจาก timeframe ไหนเป็นตัวหลักหรือเทรนใหญ่ timeframe ไหนย่อย ส่วนประกอบหลักๆ ก็จะมีแค่ 4 อย่างต่างกันแต่ ราคาเปิด open และราคาปิด ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดก็เป็น Bullish และถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิดก็เป็น Bearish ส่วนมาก ในโปรแกรมดูชาร์ตจะมีให้กำหนดสีส่วนนี้ อย่างในตัวอย่างราคาเปิดสูงกว่าราคาเปิดเป็น Bullish ก็จะเป็นสีเขียว และราคาปิด ต่ำกว่าราคาเปิดเป็น Bearish ก็จะเป็นสีแดง

Psychology Trade

               ส่วนที่เป็นสูงกว่าเปิดถ้าเป็น Bullish แท่งเทียน และต่ำกว่าราคาปิดแท่งเทียน (ถ้าเป็น Bearish สูงกว่าราคาเปิด และต่ำกว่าราคาปิด) ก็จะเรียกว่า wick หรือ tail หรือหางบาร์ หรือเรียกลงไปว่าอยู่ส่วนไหน ก็เรียกตามส่วนไป เป็น upper wick หางบาร์ด้านบน และ lower wick หางบาร์ด้านล่าง และส่วนที่อยู่ระหว่างราคาเปิดและราคาปิดเรียก Body ของแท่งเทียน  สิ่งหนึ่งที่จะเปิดขึ้นกับส่วนทั้งที่เป็นหางบาร์หรือ wick และตัวแท่งเทียนเองหรือ body คือขนาด (size) – – ขนาดถือว่าสำคัญเพราะขนาดบอกถึงการเข้ามีส่วนร่วมหรือการเข้าเทรดหรือ momentum ของการเทรดแต่ละช่วงเวลาของแท่งทียนว่าเมื่อจบแท่งเทียนเป็นอย่างไร

               ต่อไปเป็นภาพที่ประกอบด้วยเรื่องออเดอร์และ psychology

               ยกตัวอย่างแท่งเทียนที่ลูกศรชึ้เป็นตัวอธิบายก่อน เมื่อเข้าใจหลักการ ค่อยมองแหล่งแท่งเทียนต่อเนื่องกันเป็นปริบทหรือตั้งแต่ 2 แท่งทียนขึ้นก็นำไปอธิบายเรื่องรูปแบบ price action ต่างๆ เช่น pin bar, engulfing bar, inside bar เป็นต้นเพราะรูปแบบ price action ที่เกิดขึ้นเกิดจากการมองหรือเปรียบเทียบข้อมูลจาก 2 แท่งเทียนขึ้น

               เมื่อมองเรื่องออเดอร์ประกอบกับแท่งเทียน อย่างแรกที่ต้องมองคือพื้นที่ๆ แท่งเทียนเกิดขึ้นก็จะเป็นพื้นที่ระหว่าง high และ Low ของแท่งเทียนนั้นๆ ก็เป็นพื้นๆ trading transaction เกิดขึ้นหรือ filled orders เกิดขึ้นตามแท่งทียนนั้นๆ ตรงส่วนไหนมี filled orders เยอะ ก็ต้องดูเปรียบเทียบกับแท่งเทียนก่อนนี้ หลักการง่ายๆ ตรงนี้ให้ดูพื้นที่แท่งเทียนทับกัน (overlap) พื้นที่พวกนี้ก็เป็น consolidation สิ่งสำคัญคือ trading transaction เกิดขึ้นมันเกิดอะไร เมื่อเทรดเดอร์จะเปิดเทรดต้องมีออเดอร์ตรงข้ามเสมอที่จะจับคู่เวลาและวอลลูมที่ท่านเปิดเทรด ถ้าจับคู่กันได้ที่ market price ก็จะเกิด trading transaction เกิดขึ้นที่ราคานั้น   แต่ถ้าออเดอร์ท่านจะเปิดจับคู่ออเดอร์ตรงข้ามไม่ได้ ก็จะวิ่งไปหาที่ราคาค่อไป ตรงนี้ก็จะเกิด slippage สำหรับการ fill orders กรณีรายย่อยแทบจะไม่เกิดเพราะรายย่อยเทรดด้วยจำนวนน้อย ออเดอร์ที่เปิดเทรดก็จะกลายเป็น position ที่ตำแหน่งราคานั้นๆ เรื่องออเดอร์อธิบายว่า limit orders ก็จะทำให้เพิ่ม liquidity ที่ราคานั้นๆ  ถ้าพื้นที่ไหนราคาวิ่งไปแล้วหยุดไปต่อไม่ได้ แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นมี limit orders

               ส่วนการตั้ง limit orders ขาใหญ่ก็จะหาพื้นที่ๆ มั่นใจว่ามี market orders ฝั่งตรงข้ามเกิดจากหรือวิ่งเข้าหามากที่สุดเพื่อพวกเขาจะได้เข้าตลาด ส่วนมากก็อยู่แถวหรือจะเหนือ swing high แนวต้านหรือ supply เล็กน้อยและอยู่แถวหรือจะต่ำกว่า swing low  แนวรับหรือ demand เล็กน้อย  ดังนั้นเมื่อเห็นแท่งเทียนเกิด rejection จึงบอกว่ามีการลด liquidity ที่ราคาตรงนั้นไปได้เลยบอกว่า absorption และ rejection เกิดขึ้นที่หางบาร์ ดังนั้นเมื่อดูเรื่องหางบาร์กับ absorption หรือการลด liquidity หรือซึมซับออเดอร์หรือเคลียร unfilled orders ความหมายเดียวกัน ก็มักจะเป็นพื้นที่ๆ เป็นพวก key levels หรือ support/resistance, supply/demand หรือ pivots เป็นหลัก เมื่อเกิดการ rejection ก็ให้ดูเรื่องขนาดหรือ size ของหางบาร์ประกอบ เมื่อราคาไปถึงพื้นที่มี limit orders เสนอมากพอหรือเกิดทางที่ market price วิ่งไปราคาก็จะหยุด ถ้ามี market orders ฝั่งทาง Limit orders เข้ามาแบบ aggressive และ massive มากและเกินฝั่งทางที่ราคาวิ่งไป ก็จะเกิดหางบาร์อย่างเร็วและจะยาวถ้า maket orders ฝั่งทาง limit orders มาแบบต่อเนื่องและเยอะเพราะเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดสนใจแค่ราคาปัจจุบัน ดังนั้นหางบาร์เลยบอกอีกความหมายว่า rejection หรือเพราะความกดดันการเทรดทางนั้นๆ หรือ trading pressure เกิดขึ้นทางที่หางบาร์เกิดขึ้น

               เมื่อมีการเข้าเทรดด้วย market orders แรงและต่อเนื่องจนเกินราคาเปิด และดันไปจนเกินส่วน body แท่งเทียนยาวๆ จนไปปิดทางที่ราคาวิ่งไปเกือบ high/low ที่ที่ราคาวิ่งไป เลยอธิบายแท่งทียนที่มี body ยาวๆ และปิดทางที่ไปด้วยว่าเป็น trading momentum ทางนั้นๆ กำลังเกิดขึ้น trading momentum ที่เกิดขึ้นก็อธิบายตอนแท่งเทียนนั้นๆ ว่าฝ่ายไหนคุมตลาด ว่าเป็นฝ่าย Bulls หรือ Bears  เมื่อ momentum เกิดก็จะทำให้ market orders เกิน limit orders ฝั่งตรงข้ามได้ง่ายราคาเลยวิ่งไปทางนั้นๆ ได้ง่าย จนกว่าราคาไปเจอ limit orders ฝั่งตรงข้ามที่มากพอที่จะหยุด

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คะแนนที่ได้