กลยุทธ์เทรด Pullback

0
148

กลยุทธ์เทรด Pullback

               หนึ่งในวิธีการเทรดที่นิยมกันมากสุด คือการเทรดด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า pullback เป็นการเข้าตลาดหลังจากตลาดสร้างเทรนแล้วจากนั้นราคาก็วิ่งสวนเทรน ซึ่งเป็นปกติที่ต้องเกิดขึ้นเพราะตลาดไม่ได้วิ่งเป็นส้นตรงแต่วิ่งขึ้นลงเป็นคลื่นค่อยๆขยับไป หลังจากที่ตลาดขึ้นเพราะ impulsive move แล้วมีการ corrective move ตรงนี้ล่ะกลยุทธ์การเทรด pullback

               ตัวโครงสร้างกลยุทธนี้ดึงดูดเทรดเดอร์ด้วยมากเพราะการวิ่งแรกๆ หรือ impulsive move หรือเป็นผลจากการเข้าเทรดของขาใหญ่เป็นหลัก บอกว่าขาใหญ่เข้าเทรดตรงไหน รอจังหวะที่ขาใหญ่ต้องการเข้าเทรดเพิ่มถ้าออเดอร์ฝ่ายตรงข้ามไม่พอ ด้วยการปิดทำกำไรจากการดันราคาขึ้นอย่างแรง แล้วหาจุดอ้างอิงในการเข้า จะเป็นจุดที่เทรดเดอร์ต่างๆที่พลาดโอกาสครั้งที่ขึ้นแรกๆ ได้เข้าร่วมเทรน

               การเทรดแนว pullback ต่างกันออกไปแล้วแต่รูปแบบการเทรดของแต่ละกลุ่มเทรดเดอร์ อาจเป็นการใช้อินดิเคเตอร์ เช่น moving averages, fibonacci retracements, support/resistance, trendlines, round numbers, Bollinger Bands หรือแนวชาร์ตเปล่า  supply/demand levels หรือแนวออเดอร์ล้วนๆ ด้วยการอ่าน order flow

               หากดูจากภาพตัวอย่างด้านบนท่านจะพบกว่า pullback ก็คือการเทรดตอนราคาลงมาย่อตัวเพื่อเทสเทรน ตอนที่ราคาขึ้นไป การเทรดนี้ประยุกต์ได้เกี่ยวกับรูปแบบการเทรด เช่น position trading, swing trading, day trading และ scalp trading เลยเป็นรูปแบบที่เทรดเดอร์ส่วนมากรู้จักกันดี – ต้องไม่ลึมว่าคำว่าเทรดเดอร์ส่วนมากรู้จักกันดี ตรงนี้เลยทำให้กลายเป็นจุดที่หาโอกาสเข้าเทรด เป็นจุดที่จะมี liquidity เยอะ เป็นจุดที่ขาใหญ่สามารถหาออเดอร์ฝั่งตรงข้ามกับพวกเขาได้ง่าย

               ตัวแปรหลักสำคัญของกลยุทธ์แบบนี้อยู่ที่หา Impulsive move หรือจุดที่ราคาเกิดการวิ่งแรงๆ ที่ว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริง หรือ imbalance ระหว่างออเดอร์ที่ตามด้วยราคาที่แตะร่องรอยการเทรดข้างเดียว 2 ตัวอย่างด้านบนเป็นการยกตัวอย่าง อินดิเคเตอร์ 2 ตัวประกอบคือ Bollinger Bands และ Fibo Retracements

               ก่อนอื่นไม่ว่าจะเทรดด้วยกลยุทธ์ไหนก็ตาม ท่านจำเป็นต้องเข้าใจตลาดทำงานอย่างไร เทรดเดอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาใหญ่เทรดอย่างไร เพราะขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนวอลลูมเยอะมากพอที่จะขับเคลื่อนตลาด เพราะการกระทำใดๆ ในการเทรดของขาใหญ่ เช่น การเข้าเทรด การปิดทำกำไร หรือการออกจากตลาด ล้วนต้องการออเดอร์ฝั่งตรงข้ามกับที่พวกเขาจะทำ

               Pullback จะเห็นว่าตีเส้น Fibo จากจุด low ที่ 3 เพราะ 2 แรกแม้ว่าถ้ามองส่วน Bollinger Band จะพอเห็นว่า ราคาอยู่ส่วนของ lower bands แต่ก่อนการเทรดเราต้องการเห็น impulsive move ที่บอกว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริงๆ การลาก จากจุดที่ 3 ขึ้นมาเพราะได้เงื่อนไข impulsive move เมื่อเราลาก Fibo retracement levels ท่านจะเห็นว่า levels ที่ 38.2 50.0 หรือ 61.8 เป็น levels ที่ตรงกับว่ามีร่องรอยการเปิด sell positons บอกว่าเป็นพวก trapped traders อยู่ตรงนี้เมื่อเกิด impulsive move หรือถ้ามองด้าน Bollinger Bands ท่านจะเห็นว่าราคาเด้งจาก lower band ตรง low ที่ 3 และสามารถขึ้นมายืนบนกรอบ upper band ได้ แถมเกือบจะปิดเหนือเส้นบนของส่วน upper band ด้วย ถ้าราคาย่อตัวลงมาและมีการเด้งอีกจะเป็นโอกาสเปิดเทรด (ตรงส่วนนี้ต้องดู bollinger bands ใน timeframe ย่อยลงไปประกอบ – เคยนำเสนอไปในบทความการเทรดด้วย Bollinger Bands ไปแล้ว)

               อย่างกรณี Pullback 1 ได้อธิบายการมอง inpulsive move และ pullback ด้วย การมองชาร์ตเปล่าที่ราคาขึ้น ทำให้เปิด trapped traders และการใช้อินดีเคเตอร์ประกอบ Bollinger Bands และ Fibo การมองหาโอกาสเทรดแบบนี้จำเป็นต้องเข้าใจตลาดทำงาน ออเดอร์ทำงาน และพฤติกรรมเทรดเดอร์ประกอบด้วย

               ตัวอย่าง pullback 2 เหมือนกันกับอย่างแรก แค่คนละทางอย่างกรณีการใช้ Fibo Retracement สิ่งที่จำเป็นคือการหาจุดอ้างอิง High และ Low ในการลากพวกนี้จะเกิดได้ด้วยการเข้าใจตลาดทำงาน เช่นดูชาร์ตให้ออกว่าเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่หรือเปล่า จุดที่อ้างมาประกอบการลาก Fibo หรือแค่เป็นผลจากการปิดทำกำไร หลังจากราคาเกิด impulsive move หรือบอกการเข้าเทรดอย่างจริง ดูจุด retracement ต่างๆ ที่มีจุดอ้างอิงประกอบจะดี เช่น swap level หรือจุดที่มี trapped traders เข้าใจเรื่อง levels above/behind levles (เช่น supply above supply หรือ demand below demand ที่อยู่ติดๆ กันมีผลต่อออเดอร์ที่เข้ามาอย่างไร)

               ตัวอย่างการใช้เทรนไลน์ประกอบ

               จากตัวอย่างต่างๆ ที่ยกมา การหา Impulsive move ด้วยการใช้อินดิเคเตอร์ หรือใช้ชาร์ตเปล่าด้วยการดูแท่งทียนบาร์ยาวๆ ไปทางเดียวกัน และราคาปิดมีบาร์สนับสนุนทางเดียวแบบเดียวกัน แต่ส่วนบอดี้อาจต่างกันไปนิดหน่อย แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องสื่อความหมายที่ต้องการ คือบอกการเข้าเทรดเพื่อกันราคาไปทางใดทางหนึ่งจริง  จำเป็นต้องเข้าใจ market structure และ price movement เข้าใจหลักออเดอร์ทำงาน ตระหนักถึงพฤติกรรมจากเทรดเดอร์อื่นๆ ที่จะเข้าตลาดหรือออกจากตลาด บอกว่าเป็น impulsive move หรือเปล่า ตลาดเป็นไดนามิค ขึ้นหรือลง ราคาวิ่งเป็นคลื่น เป็นกลไกการเทรดและการทำกำไร ตลาดฟอเรกเทรดได้ทั้งขึ้นและลง ต้องไม่ลืมว่าการทำกำไรหรือการเข้าเทรดขาใหญ่ต้องการออเดอร์ฝั่งตรงข้ามจากเทรดเดอร์เยอะๆ หรือ the herd

ทีมงาน : thaiforexbroker.com

คอมเมนท์ด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]